วันศุกร์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2560

โพรไบโอติก

10 Oct 2015
ผมว่าผมโพสต์ไปแล้วนะเรื่อง โพรไบโอติกถ้าพอจะจำกันได้ ว่าให้กินโยเกิร์ตได้ ไม่เกินวันละ 1 ช้อนโต๊ะ แต่ก็เงี๊ย...อ่านหน้า ลืมหลัง..ก็มาว่ากันแบบยาว ๆ ซะเลย..
ตามเกณฑ์ขององค์การด้านอาหารและเกษตรของสหรัฐอเมริกา ( Food and Agriculture Organization, FAO)
โพรไบโอติก (probiotic) คือ จุลชีพที่มีชีวิต (สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว ขนาดเล็กมากๆ ที่สำคัญ คือ แบคทีเรีย) ซึ่งเมื่อบริโภคในปริมาณที่เหมาะสม จะส่งผลให้มีสุขภาพดี โดยในปัจจุบันยอมรับแบคทีเรีย ๒ ชนิดที่มีคุณสมบัติเป็น โพรไบโอติก คือ แบคทีเรียชนิด แลคโตบาซิลลัส (lactobacillus) และชนิด บิฟิโดแบคทีเรียม (bifidobacterium) ซึ่งแบคทีเรียทั้งสองชนิด ยังแบ่งเป็นอีกหลายสายพันธ์ย่อยๆ แต่มีเพียงบางสายพันธ์ย่อยเท่านั้นที่มีคุณสมบัติเป็น โพรไบโอติก
ดังนั้น อาหารโพรไบโอติก ก็คือ อาหารที่มีส่วนผสมของ โพรไบโอติก ซึ่งที่เราคุ้นเคย คือ โยเกิร์ต และนมเปรี้ยว (แต่ผมไม่แนะนำนมเปรี้ยวเพราะ ในบ้านเรา น้ำตาลสูงบ้าเลือดครับ)
โพรไบโอติก โดยทั่วไปเป็นแบคทีเรียประจำถิ่น (normal flora) ในลำไส้ใหญ่ของทุกคน ซึ่งในกระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก และลำไส้ใหญ่ของทุกคน จะมีแบคทีเรียประจำถิ่นหลากหลายชนิดรวมกันอยู่เป็นหลายล้านๆตัว ก็ราว 2-3 กิโลกรัมที่เราพาไปไหนมาไหนนั่นแหละนะ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าเซลล์ต่างๆในร่างกายถึง ๑๐ เท่าซะอีก โดยมีอยู่น้อยในกระเพาะอาหาร และลำไส้เล็ก แต่มีอยู่มากมายในลำไส้ใหญ่ การจะมีสุขภาพที่ดีได้ ก็ขึ้นอยู่กับสมดุลของแบคทีเรียเหล่านี้ต่อเซลล์เยื่อบุลำไส้ และระบบภูมิคุ้มกันเพื่อต้านทานโรคของร่างกาย (ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการสร้างในบริเวณลำไส้ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในลำไส้ใหญ่)
ประโยชน์ของโพรไบโอติก
จากการศึกษาในห้องปฏิบัติการพบว่า โพรไบโอติก ในปริมาณที่เหมาะสมและได้สมดุล -ช่วยลดจำนวนของแบคทีเรียที่ก่อโรค -ช่วยกำจัดสารพิษต่างๆรวมทั้งสารก่อมะเร็ง -ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันต้านทานโรค โดยเฉพาะโรคติดเชื้อระบบทางเดินอาหาร โรคท้องเสียในเด็กอ่อน โรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ และโรคติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ -ช่วยลดการอักเสบในลำไส้ (ลำไส้รั่ว) -ช่วยสร้างและช่วยการดูดซึมวิตามิน และเกลือแร่หลายชนิด เช่น วิตามิน เค (ช่วยการแข็งตัวของเลือด) และวิตามิน บี -ช่วยลดโอกาสเกิดโรคภูมิแพ้ -และอาจช่วยลดการดูดซึมไขมัน โคเลสเตรอล (cholesterol)
โทษของโพรไบโอติก (นี่แหละที่บอกว่า อย่าเกิน 1 ช้อนโต๊ะในผู้ใหญ่)
มักเกิดจากการได้รับ โพรไบโอติกจำนวนมากเกินไป หรือ ได้รับโพรไบโอติกในขณะมีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่ำ เช่น ในขณะได้ยาเคมีบำบัด หรือ ขณะมีเม็ดเลือดขาวต่ำ โพรไบโอติกเหล่านี้จึงอาจก่อให้เกิดการติดเชื้อได้ และมีรายงานว่า เป็นการติดเชื้อถึงขั้นเสียชีวิตได้ ดังนั้นผู้ป่วยทุกโรค รวมทั้งโรคมะเร็ง เมื่อจะบริโภคอาหารที่มีโพรไบโอติก ก็ควรปรึกษาผู้ชำนาญการเสียก่อน ซึ่งในผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัด และ/หรือ มีเม็ดเลือดขาวต่ำมักถูกแนะนำให้งดการบริโภคโยเกิร์ตและนมเปรี้ยวเสมอ นอกจากนั้น เมื่อบริโภคในปริมาณสูง ยังอาจเกิดโรคอ้วนจากการบริโภคอาหารไขมันและน้ำตาลในปริมาณสูงอีกด้วย
มาว่ากันที่ พรีไบโอติก ซึ่งเคยโพสต์ไปแล้ว แต่ก็ลืมกันได้อยู่เรื่อยเลย..
พรี ไบโอติก
ได้แก่ อาหารซึ่งมีคุณลักษณะ เมื่อบริโภคแล้ว ไม่มีการย่อยสลาย และไม่ถูกดูดซึมในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก แต่จะถูกหมักให้ย่อยสลายโดยแบคทีเรีย โพรไบโอติกในลำไส้ใหญ่และก่อให้เกิดสารต่างๆ ที่ให้ประโยชน์ต่อร่างกาย
โดยทั่วไป อาหารพรีไบโอติก คือ อาหารในกลุ่มคาร์โบไฮเดรต (แป้งและน้ำตาล) ชนิดเฉพาะซึ่งเรียกว่า โอลิโกแซคคาไรด์ (oligosaccharide) ซึ่งยังแยกเป็นชนิดย่อยๆได้อีกหลายชนิด ที่นำมาใช้บ่อย คือ ชนิด ฟรัคโตโอลิโกแซคคาไรด์ (fructooligosaccharide, FOS) และอินูลิน (inulin)
อาหาร พรีไบโอติก เป็นอาหารสร้างจากพืชทุกชนิด แต่แตกต่างกันในสายพันธ์ย่อยๆ และในปริมาณ ที่มีมากหรือน้อย โดยทั่วไปมักเป็นแป้งและน้ำตาลที่พืชสะสมไว้ในหัวของพืช นอกจากนั้นก็เช่น หัวหอม ต้นหอม กระเทียม หน่อไม้ฝรั่ง ข้าวบาเลย์ ข้าวสาลี และมะเขือเทศ
ประโยชน์ของอาหารพรีไบโอติกคือ การเสริมประสิทธิภาพของโพรไบโอติก
โทษของอาหารพรีไบโอติก
องค์การอาหาร และยาแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา (U.S. Food and Drugs Administration, FDA) จัดอาหารพรีไบโอติกเป็นอาหารไม่มีอันตราย แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อบริโภคในปริมาณสูง การหมักของอาหารเป็นสาเหตุให้เกิดแก๊สมากขึ้น จึงมีอาการปวด แน่นท้อง ท้องอืด หรือ บางครั้งท้องเสียได้ และที่สำคัญ คือ โรคอ้วนเช่นเดียวกับอาหารกลุ่มคาร์โบไฮเดรตอื่นๆ
ซินไบโอติก
อาหารซินไบโอติก ได้แก่ อาหารซึ่งมีส่วนผสมทั้งของโพรไบโอติก และพรีไบโอติก รวมอยู่ด้วยกัน เพื่อเพิ่มการทำงานของโพรไบโอติก ให้เกิดประสิทธิภาพสูง อาทิ เอาหอม กระเทียม มะเขือเทศ มัน เผือก มาผสมกับโยเกิร์ต แล้วกิน อย่างนี้เป็นต้น
ย้ำ ++++
ผู้ใหญ่และวัยหนุ่มสาว ไม่เกินหนึ่งช้อนโต๊ะต่อวัน
เด็กเล็ก 1 ไม่เกินช้อนชาต่อวัน
เด็กอ่อน ไม่เกินครึ่งช้อนชา ต่อวัน
ส่วนอาหารที่มีโพรไบโอติกอื่น ๆ ผมจะขอความร่วมมือไปยังรายการครัวคุณไฝ ให้เค้าสอนทำกันนะครับ ไม่ว่าจะเป็นแตงกวาดอง กิมจิ เป็นต้น
หวังว่าข้อมูลนี้คงจะเป็นประโยชน์บ้าง ก็ลองทานนะครับแล้วสังเกต ที่จะเห็นได้ชัดเจนที่สุดคือ อุจจาระครับ จะนุ่ม ลื่น ไม่เหม็น มีสีเหลือง และลอยอีกด้วย
ด้วยความห่วงใย
สวัสดี

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น