วันพฤหัสบดีที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2560

วิเคราะห์เหตุให้ถึงแก่น

30 Nov 2015
“คุณหมอคะ ถ้าในเด็กที่เป็นโรคกระดูกเปราะ มีวิธีการรักษายังไงบ้างคะ ตอนนี้ เริ่มเอาแขนยันพื้นคงอยากจะคลานแล้ว มีกระดูกร้าวและหักไป 2-3 ครั้งและตอนนี้ให้ยาไปแล้วสองครั้ง”
ที่ผมต้องเร่งอ่าน เร่งพิมพ์ก็เพราะกลัวว่า บุคลากรทางการแพทย์จะเร่งสั่งให้แม่ของเด็กเอานมวัวให้ลูกกินให้มาก ๆ เพื่อเพิ่มแคลเซียมให้แก่กระดูกกระดูกเด็กครับ
!!! เหตุที่มาจากแม่สู่ลูก !!!
ดื่มนมกันเถอะ ..
สโลแกนนี้กำเนิดมาเพื่ออุตสาหกรรมนมในปี 1993 เมื่อพวกเขาเปิดตัวแคมเปญเร่งการขายของพวกเขาโดยมุ่งเป้าไปที่การทำให้ผู้บริโภคดื่มนมให้มากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัฐแคลิฟอร์เนียที่ยอดขายนมลดลงอย่างต่อเนื่อง เราเห็นนักกีฬาทั้งเด็กและผู้ใหญ่ยิ้มด้วยรอยยิ้มที่มีนมติดอยู่ที่หนวดหรือริมฝีปากเพื่อกระตุ้นให้เราดื่มนมให้มากขึ้น แต่นมมันดีอย่างที่อ้างจริงหรือ มันจะทำให้กระดูกของเราแข็งแรงพอที่จะใช้ชีวิตที่เหลืออย่างมีความสุขจริงหรือไม่ มันจะทำกระดูกทั้งหมดให้แข็งแกร่งจริงหรือไม่ !!!!
เมื่อพูดถึงประโยชน์ของนม คนส่วนใหญ่จะคิดเกี่ยวกับกระดูกและฟัน เราถูกสั่งสอน (ส่วนใหญ่โดยโฆษณาจากอุตสาหกรรมนม บุคลากรทางการแพทย์ ทางการศึกษาที่ขาดความรู้) ให้เชื่อว่าการดื่มนมเป็นวิธีหนึ่งที่ดีที่สุดจะที่เราจะมีกระดูกและฟันที่แข็งแรงทั้งในปัจจุบันและในอนาคต... แต่มันเป็นความจริงหรือ...
นม..กระดูก...สุขภาพ
มารับรู้ข้อมูลจริงในการบริโภคนมและโรคกระดูกพรุนกันดีกว่ามั๊ยครับ
นี่คือความจริงที่คนทั่วๆไปไม่เคยรับรู้ (แต่กระนั้นมันคือความจริง) ว่าประเทศที่มีการบริโภคนมสูงสุด (ทันสมัยที่สุดและเป็นวัฒนธรรมตะวันตก) บังเอิญมีโรคกระดูกพรุนในอัตราที่สูงที่สุด
จากข้อมูลของ International Osteoporosis Foundation, the United States and Europe รายงานว่าผู้ป่วยเกิดกระดูกหักจากโรคกระดูกพรุนถึง 51%
อ้างจาก United States Department of Agriculture ที่ว่าประเทศในสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่มีการบริโภคนมเป็นอันดับหนึ่งและสองของโลกใบนี้..ใช่มันเป็นความจริง ชาวยุโรปและอเมริกันไม่เพียงแต่กินนมมากที่สุดแต่ยังต้องทนทุกข์ทรมานกับโรคกระดูกพรุนมากที่สุดในโลกเช่นกัน
คนส่วนใหญ่ต้องการให้สถิติที่เป็นความจริงนี้จมหายไปในบัดดล นั่นเป็นเพราะมันตรงกันข้ามกับสิ่งที่ถูกบอกให้เชื่อมาตลอดชีวิตและในที่สุดเมื่อเราได้ยินความจริง มันคงจะเป็นเรื่องที่น่าตกใจอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว
อ้างจากหนังสือ The Vitamin D Solutionของ Dr. Michael Holick ที่ว่า.. เด็กที่เติบโตขึ้นมาในประเทศใกล้เส้นศูนย์สูตรมีโอกาสน้อยมากที่จะเป็นโรคกระดูกพรุน (เมื่อเทียบกับโรคอื่น ๆ ตามวิถีชีวิต ) เมื่อเทียบกับเด็กที่เกิดและเติบโตในสหรัฐอเมริกาหรือยุโรปในอายุเดียวกันที่มีความก้าวหน้าทางการแพทย์และสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัย
ดังนั้น..มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่...
คำจำกัดความของนม: นมดิบ vs.นมแปรรูป
เมื่อพูดถึงนม คนส่วนใหญ่จะคิดถึงนมที่วางอยู่บนชั้นวางในร้านขายของชำ: นมพาสเจอร์ไรส์ นมฮอโมจีไนซ์ ไม่ว่าจะเป็นแบบ 100%, 2%, 1% หรือสกิม ที่สำคัญคือกระบวนการที่มันผ่านก่อนที่จะมาวางบนชั้นวางต่างหาก นั่นคือนมที่ผมจะพูดถึงในบทความนี้
น้ำนมดิบ: น้ำนมดิบเป็นนมสดที่ไม่ผ่านกระบวนการใด ๆ และจำเป็นต้องมีความชัดเจนว่า ใช่ว่าทุกน้ำนมดิบจะเหมือนกัน น้ำนมดิบที่มาจากวัวที่มีสุขภาพดี (มีหญ้าอินทรีย์เป็นอาหาร เติบโตในสภาพที่เป็นธรรมชาติของสัตว์) และนมที่ได้รับจากวัวชนิดนี้ก็พอที่จะดื่มได้ถ้าจำเป็นจริงๆและไม่กังวงเรื่องฮอร์โมนที่จะได้จากสัตว์
นมที่ได้มาในสภาพที่ทุกสิ่งเป็นธรรมชาติเป็นอาหารที่เป็นด่าง แต่เมื่อมันไปผ่านการฆ่าเชื้อและทำให้เป็นเนื้อเดียวกันกระบวนการเหล่านี้ทำให้มันกลายเป็นอาหารที่เป็นกรด และนี่คือตัวปัญหาที่หมกเม็ดอยู่
ร่างกายควรเป็นกรด หรือ เป็นด่าง
ร่างกายต้องรักษาระดับ pH อย่างเข้มงวดให้อยู่ระหว่าง 7.35 ถึง 7.45 ในการที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ ระดับ pH ที่เป็นด่างเล็กน้อยนี้จะถูกเก็บไว้โดยร่างกายโดยไม่คำนึงถึงสิ่งอื่นใด มันเป็นเรื่องที่จำเป็นมาก ๆ ค่า pH ที่ต่ำกว่า 6.8 หรือสูงกว่า 7.8ร่างกายของเราจะป่วย เซลล์จะตายและนำไปสู่ความตาย ร่างกายที่ชาญฉลาดของเราจะไม่ยอมให้มันเกิดขึ้น - ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม!
เนื่องจากเรากินอาหารผ่านกระบวนการมากขึ้นและมากขึ้น ร่างกายจึงเป็นกรดมากขึ้น อาหารที่เราใส่เข้าไปในร่างกายของเราในทุกวันนี้เป็นการเพิ่มสารเคมีในร่างกายแล้วทำให้ร่างกายเป็นกรด ระบบร่างกายของเราต้องหาวิธีที่จะรับมือกับความเป็นกรดสูงนี้อย่างต่อเนื่องและต้องตรวจสอบค่า pH ของเราตลอดเวลา
ร่างกายทำสิ่งนี้โดยการชะล้างด่างมาจากที่อื่น ๆ ในร่างกาย หนึ่งในแหล่งที่มาของด่างนี้คือกระดูก ดังนั้นร่างกายจึงทำเป็นอยู่สิ่งเดียวที่รู้ว่าจะต้องทำ (เพื่อที่จะทำให้เรามีชีวิตอยู่ต่อไปได้) แล้วมันก็ละลายสารอัลคาไลน์จากกระดูก(แคลเซียมและแม็กนีเซียม)วันแล้ววันเล่า ปีแล้วปีเล่า กระดูกที่ถูกละลายสารอัลคาไลน์เป็นประจำจึงอ่อนแอและเต็มไปด้วยโรคกระดูกพรุน

นมที่เราดื่มมากขึ้น (และอาหารเป็นกรดที่เรากิน) เป็นการนำกรดที่มากขึ้นเข้ามาในร่างกายของเราและร่างกายของเราก็ชะสารอัลคาไลน์จากกระดูกอันมีค่าของเรา มันเป็นวงจรที่เราไม่สามารถที่จะมองข้ามได้
ระดับของกรดในร่างกายสูงเรียกว่า ภาวะที่เลือดมีความเป็นกรดมากกว่าปกติ (acidosis) โรคกระดูกพรุนเป็นเพียงหนึ่งในโรคเรื้อรังจำนวนมากที่เชื่อมโยงกับ acidosis ความจริงหนึ่งที่คุณจะต้องระลึกไว้ในใจอยู่เสมอก็คือ..เนื้องอกเจริญเติบโตได้ดีในสภาพที่เป็นกรด เชื้อโรคเติบโตได้ดีในสภาวะเป็นกรด ยิ่งมะเร็ง ยิ่งเป็นภาวะโปรดของมัน ภาวะที่เลือดมีความเป็นกรดมากกว่าปกติเป็นปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรงที่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้โดยไม่ต้องทุกข์ทรมานหรือได้รับผลกระทบต่อสุขภาพ
แคลเซียมจากแหล่งอาหารอื่นมีอยู่มากมาย ทำไมต้องเป็น..นม...เคยคิดและใคร่ครวญกันหรือไม่ หรือจะปล่อยให้ความไม่รู้ ความไม่สนใจ เป็นเหยื่อของอุตสาหกรรมนม ที่กอบโกยเงินโดยไม่ยอมใส่ใจต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
ด้วยรักและห่วงใยจากใจจริง
สวัสดี

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น