หลังจากการอ่านกรณีศึกษาและงานวิจัยต่าง ๆ ผมขอแบ่ง ภาวะนี้เป็นสองส่วนนะครับ
ส่วนที่หนึ่งมาจากความพิการทางสมอง ซึ่งเรียกว่า "โรคอะดรีโนลิวโคดีสโทรฟี่" หรือ "โรคเอแอลดี" (Adrenoleukodystrophy : ALD) เป็นโรคที่เกิดจากพันธุกรรม โดยทำให้เกิดความผิดปกติของยีนบนโครโมโซม X ซึ่งเป็นโครโมโซมเพศหญิง ทำให้เยื่อหุ้มเซลล์ประสาทถูกทำลาย เนื่องจากมีการสะสมของกรดไขมันชนิดหนึ่งในอวัยวะต่าง ๆ และร่างกายไม่สามารถผลิตเอนไซม์ ที่จำเป็นต่อการแตกพันธะของกรดไขมันที่สะสมในสมองออกมาได้ ทำให้เนื้อเยื่อที่ห่อหุ้มเส้นประสาทในสมองถูกทำลายมากขึ้นเรื่อย ๆ และส่งผลให้เกิดความพิการทางร่างกายต่าง ๆ ทั้งการมองเห็น การได้ยิน และการเคลื่อนไหวของร่างกาย และผู้ป่วยจะมีอายุค่อนข้างสั้น
อาการที่เห็นได้ชัดเจน
ส่วน ใหญ่มักจะเริ่มมีอาการในช่วงอายุ 4 - 7 ปี ผู้ป่วยจะมีพัฒนาการทางสมองช้าลง และถดถอยลงไปจนเหมือนเด็กทารก โดยสมองส่วนกลางจะหดตัว มีรอยแยกห่างออกจากกัน และทำงานไม่ปกติ อาการเริ่มต้นจะมีอาการตาพร่ามัว มองเห็นไม่ชัด จนในบางรายตาบอด พูดอ้อแอ้ไม่เป็นภาษาเช่นเดียวกับเด็กแรกเกิด และมีอาการกล้ามเนื้อกระตุก อาการเกร็งของระบบกล้ามเนื้อจนขยับร่างกายไม่ได้ ร่างกายจะซูบผอม ตัวเหลือง จนถึงแก่ความตายในที่สุด ระยะเวลาที่ป่วยจะใช้เวลาประมาณ 2 ปี นับตั้งแต่มีอาการ
กลุ่มเสี่ยง
โรคสมองฝ่อ เป็นโรคที่ถ่ายทอดได้ทางพันธุกรรม มีแม่เป็นพาหะ เนื่องจากถ่ายทอดผ่านโครโมโซม X ของเพศหญิง
การป้องกัน วิธี การป้องกันที่ดีที่สุด คือ หลีกเลี่ยงการแต่งงานในเครือญาติ โดยเฉพาะครอบครัวที่มีประวัติว่าเป็นโรคนี้ และหากแม่คนใดที่เคยมีบุตรป่วยด้วยโรคนี้ วิธีที่ดีที่สุด คือ ควรคุมกำเนิด เพราะโอกาสที่ลูกคนต่อไปจะเป็นโรคนี้อีกมีสูงมาก
การรักษา
โรคนี้มีวิธีการรักษาอยู่สองวิธี คือ การรักษาด้วยวิธีสเต็มเซลล์ ซึ่งต้องใช้ความละเอียดอ่อนในการรักษาอย่างมากโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน อีกทั้งต้องรอสเต็มเซลล์ที่มีผู้มาบริจาคว่าจะสามารถเข้ากันได้กับผู้ป่วยหรือไม่
อีกวิธีคือ ใส่เอ็นไซม์ที่จำเป็นต่อการแตกพันธะของกรดไขมันที่สะสมในสมองให้กับร่างกาย
อีกวิธีคือ ใส่เอ็นไซม์ที่จำเป็นต่อการแตกพันธะของกรดไขมันที่สะสมในสมองให้กับร่างกาย
ส่วนที่สอง เป็นความเสื่อมของเซลล์ที่ได้มาจากน้ำมือของเรา ๆ ท่าน ๆ เอง
และในส่วนนี้ยังมีความเข้าใจที่ไม่เหมาะสมกันอยู่อีกเป็นจำนวนมากและส่งผลให้เกิดความเข้าใจผิด ผมมีความเห็นว่า มีความจำเป็นอยู่มากที่แพทย์ผู้ตรวจและวินิจฉัยต้องอธิบายรายละเอียดให้ชัดเจน และไม่ทำให้ผู้มีภาวะสมองฝ่อ มีปัญหาใจฝ่อแล้วเป็นทุกข์กับการดำเนินชีวิต
“สมองฝ่อในความหมายทั่วไป หมายถึง เนื้อสมองเหี่ยวยุบหรือเหี่ยวแฟบ”
มาดูรายละเอียดกันดีมั๊ย.....ตามมา
สมอง (Brain) เป็นอวัยวะหนึ่งในร่างกายที่เติบโตอย่างรวดเร็วตั้งแต่เป็นทารกในครรภ์ และช่วงอายุ 0-6 ปีแรก การพัฒนาการสูงสุดของสมองอยู่ที่อายุ 12 ปี และจะค่อยๆมีขนาดใหญ่ที่สุดและเจริญเติบโตเต็มที่ตอนอายุ 25 ปี สมองจึงเป็นอวัยวะที่มีพัฒนาการเร็วที่สุด และที่สำคัญคือ สมองไม่ได้เป็นอวัยวะธรรมดาที่พัฒนาอย่างอิสระ แต่เป็นอวัยวะที่เป็นตัวควบคุมและจัดระเบียบ ประสานงานกับระบบต่างๆของร่างกายที่ต้องมีพัฒนาการ ด้วยอวัยวะต่างๆต้องถูกเชื่อมโยงและเหนี่ยวนำหรือกระตุ้นโดยสมอง อาจกล่าวได้ว่าสมองเป็นอวัยวะที่สำคัญที่สุด
สมองเป็นอวัยวะที่ควบคุมทุกระบบของร่างกาย ได้แก่
• การเจริญเติบโตของร่างกาย
• การทำงานและพัฒนาของระบบต่างๆในร่างกาย เช่น
o ระบบต่อมไร้ท่อ
o ระบบทางเดินหายใจ
o ระบบกล้ามเนื้อและกระดูก
o ระบบอวัยวะสืบพันธุ์
• รากฐานของการพัฒนาทุกด้าน ทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สติ ปัญญา ความเฉลียวฉลาด ภาษา วัฒนธรรม การสื่อสาร การสนใจ การตัดสินใจ คุณธรรม
สมองเป็นอวัยวะที่ควบคุมทุกระบบของร่างกาย ได้แก่
• การเจริญเติบโตของร่างกาย
• การทำงานและพัฒนาของระบบต่างๆในร่างกาย เช่น
o ระบบต่อมไร้ท่อ
o ระบบทางเดินหายใจ
o ระบบกล้ามเนื้อและกระดูก
o ระบบอวัยวะสืบพันธุ์
• รากฐานของการพัฒนาทุกด้าน ทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สติ ปัญญา ความเฉลียวฉลาด ภาษา วัฒนธรรม การสื่อสาร การสนใจ การตัดสินใจ คุณธรรม
สมองไม่เคยหยุดการเรียนรู้และสามารถพัฒนาความรู้ได้ตลอดชีวิต บางคนเข้าใจว่าพออายุมากแล้วไม่สามารถเรียนรู้ได้ ควรหยุดงาน หยุดใช้สมอง ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิดมากๆ ดังนั้น หลังจากอายุ 25 ปี เนื้อสมอง ขนาดสมองจะค่อยๆลดลง หรือ ที่เราเรียก ว่าสมองฝ่อ แต่ยังสามารถมีการเรียนรู้และพัฒนาการให้ดีได้อย่างต่อเนื่องและไม่มีการหยุดการพัฒนาและก็เป็นแค่การเสื่อมของร่างกายและอวัยวะตามธรรมชาติไม่ใช่โรค “ภาวะสมองฝ่อไมใช่โรคสมองเสื่อม” และอวัยวะอื่นๆก็มีการฝ่อด้วย เช่น ผิวหน้าเหี่ยวย่น ผมหงอก ผมร่วง ฟันโยก ฟันหลุด ตามัว หูตึง ดังนั้น สมองฝ่อกับสมองเสื่อมจึงเป็นคนละเรื่องกัน
สาเหตุหรือปัจจัยเสี่ยงนอกจากอายุ
• อุบัติเหตุที่ศีรษะ
• การทานยากันชักไดแลนติน (Dilantin) อันนี้ก็ มนุษย์ด้วยกัน ทำกันเอง
• โรคประจำตัวบางชนิด เช่น โรคภูมิต้านตนเอง/โรคออโตอิมมูน (เช่น โรค SLE: เอส แอล อี) โรคไตวาย โรคติดเชื้อในสมอง (เช่น สมองอักเสบ) โรคหลอดเลือดสมอง เป็นต้น
• อุบัติเหตุที่ศีรษะ
• การทานยากันชักไดแลนติน (Dilantin) อันนี้ก็ มนุษย์ด้วยกัน ทำกันเอง
• โรคประจำตัวบางชนิด เช่น โรคภูมิต้านตนเอง/โรคออโตอิมมูน (เช่น โรค SLE: เอส แอล อี) โรคไตวาย โรคติดเชื้อในสมอง (เช่น สมองอักเสบ) โรคหลอดเลือดสมอง เป็นต้น
สมองฝ่อมีอาการอย่างไร?
สมองฝ่ออาจจะมีอาการหรือไม่มีอาการก็ได้ อย่างที่บอกไปแล้วว่า เป็นการเติบโตของสมองที่ลดจำนวนเซลล์ที่ลดลง แต่ความสามารถและศักยภาพไม่ได้ลดลง ก็ไม่เห็นจะเป็นปัญหาอะไร ไม่มีอาการ ไม่ต้องกังวลใจ มันก็ไม่ต่างกับหน้าเหี่ยวย่น หูตึง ซึ่งแก้ได้ด้วยโภชนาการที่ถูกต้อง กรณีที่มีอาการของสมองฝ่อ ได้แก่ ความจำไม่ค่อยดี หลง ลืม สติปัญญาลดลง อารมณ์และพฤติกรรมเปลี่ยนแปลง คล้ายกับอาการของโรคสมองเสื่อม แต่สมองฝ่อไม่เหมือนกับโรคสมองเสื่อม และไม่ใช่โรคอัลไซเมอร์
ถ้าหลง ๆ ลืม ๆ และไม่แน่ใจก็ไปตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง หรือตรวจสนามแม่เหล็กไฟฟ้า/เอมอาร์ไอสมอง ก็จะได้ทราบความจริง แต่ อย่าใจฝ่อนะ เพราะเมื่อทราบว่า มีสมองฝ่อ ก็ควรทำความเข้าใจก่อนว่า เรามีอาการผิดปกติของสมองหรือไม่ ถ้าไม่มีความผิดปกติ ก็ไม่ต้องกังวลใจอะไรทั้งสิ้น หรือมีอาการแต่ไม่ได้เกี่ยวข้องกันเลย เช่น บางคนปวดศีรษะจากความเครียด หรือว่าวิงเวียนศีรษะ ไปตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง เพราะกังวลใจว่าจะมีโรคทางสมอง จึงขอแพทย์ตรวจ และผลการตรวจก็พบว่ามีสมองฝ่อ ดังนั้นไม่ต้องตกใจและไม่ต้องกังวลใจใดๆ นะ มันคนละเรื่อง ใคร ๆ ก็ฝ่อ ก็เหี่ยวกันทั้งนั้นแหละครับ
ถ้าตรวจพบว่ามีสมองฝ่อ การรักษาสมองไม่ให้ฝ่อหรือให้กลับมาเป็นปกตินั้นไม่สามารถทำได้มันก็เหมือนยามแก่ตัวแล้วหนังเหี่ยวนั้นแหละ แต่เราสามารถทำให้สมองมีประสิทธิภาพดีขึ้นกว่าเดิมได้ และชะลอการฝ่อหรือการเสื่อมของสมองได้ โดยการออกกำลังสมอง และรักษาโรคที่เป็นโรคประจำตัวซะ และหยุดปัจจัยเสี่ยงของสมองฝ่อก็หมดเรื่อง ว่ามั๊ย
งั้นมาดูเหตุอื่น ๆ กันอีกซักหน่อย ผมอาจเขียนได้ไม่หมด แต่สิ่งที่อยากให้เราๆท่านๆใคร่ครวญกันก็คือ สมองก็เป็นอวัยวะ ซึ่งต้องการอากาศและสารอาหารที่เหมาะสมซึ่งถูกส่งมากับเลือด ฉะนั้น ภาวะที่ทำให้อากาศและอาหารไปไม่ถึง หรือ ไม่เพียงพอ ก็ทำให้สมองฝ่อนะสิครับ อาทิ
- จากโรคเส้นเลือดสมอง เป็นสาเหตุที่พบบ่อย เวลาเส้นเลือดสมองเกิดการแตก ตีบ หรืออุดตัน เลือดจะไปเลี้ยงสมองบางส่วนไม่ได้ดีเท่าที่ควร ผลก็คือ นอกจากอัมพาตแล้ว สมองอีกบางส่วนก็ขาดเลือดไปเลี้ยงทำให้เกิดสมองฝ่อ
- จากอาหารไม่ถูกส่วน ผมเคยย้ำไปหลายครั้งแล้วว่า ร่างกายเรานั้นแต่ละอวัยวะต้องการสารอาหารต่างกัน และเรามักมองข้ามความสำคัญของอาหารที่จะมาหล่อเลี้ยงสมอง แท้ที่จริงสมองต้องการอาหารที่มีลักษณะเฉพาะ กล่าวคือ ต้องการวิตามินบี วิตามินซี กรดไขมันจำเป็นและเกลือแร่อีกจำนวนหนึ่ง การกินอาหารของคนไทยสมัยนี้ที่กินแต่ข้าวขาว กินเนื้อสัตว์ นมเนย กินผัดผักสุก ๆ ที่มันเยิ้มในการทำกับข้าวตามร้านอาหารต่าง ๆ ทำให้ร่างกายพร่องวิตามิน เกลือแร่และกรดไขมันจำเป็น เป็นเหตุให้เซลล์สมองขาดสารอาหารขนาดเล็ก ทำให้เซลล์สมองไม่สดชื่นกระปรี้กระเปร่า นาน ๆ เข้าเซลล์สมองก็เสื่อมเร็ว ว่ามั๊ย
- จากอาหารไม่ถูกส่วน ผมเคยย้ำไปหลายครั้งแล้วว่า ร่างกายเรานั้นแต่ละอวัยวะต้องการสารอาหารต่างกัน และเรามักมองข้ามความสำคัญของอาหารที่จะมาหล่อเลี้ยงสมอง แท้ที่จริงสมองต้องการอาหารที่มีลักษณะเฉพาะ กล่าวคือ ต้องการวิตามินบี วิตามินซี กรดไขมันจำเป็นและเกลือแร่อีกจำนวนหนึ่ง การกินอาหารของคนไทยสมัยนี้ที่กินแต่ข้าวขาว กินเนื้อสัตว์ นมเนย กินผัดผักสุก ๆ ที่มันเยิ้มในการทำกับข้าวตามร้านอาหารต่าง ๆ ทำให้ร่างกายพร่องวิตามิน เกลือแร่และกรดไขมันจำเป็น เป็นเหตุให้เซลล์สมองขาดสารอาหารขนาดเล็ก ทำให้เซลล์สมองไม่สดชื่นกระปรี้กระเปร่า นาน ๆ เข้าเซลล์สมองก็เสื่อมเร็ว ว่ามั๊ย
- จากการได้รับสารพิษซึ่งสร้างความเสื่อมแก่เซลล์สมองได้มาก นอกจาก ควันรถยนต์ ยาฆ่าแมลง สารโลหะหนัก หรือแม้กระทั่งยาบางชนิด แล้วที่สำคัญยังเป็นสารพิษที่เกิดขึ้นภายในตัวเราเอง โดยเฉพาะคนที่มีอาการท้องผูก การหมักหมมของซากอาหารเก่าเก็บในลำไส้ใหญ่จะถูกแบคทีเรียก่อให้เกิดการบูดเน่า เมื่อไม่ถ่ายหลายวัน การดูดซึมน้ำกลับเข้าตัวจากลำไส้ใหญ่จะพลอยพาสารเสียเหล่านี้เข้าสู่ร่างกายไปเป็นพิษกับส่วนต่าง ๆ แม้กระทั่งกับเซลล์สมองด้วย
- จากการขาดสิ่งกระตุ้น ผู้สูงอายุ คนเป็นอัมพาต คนซึมเศร้า คนสมองมึนงง คนหงุดหงิดอารมณ์ร้ายเพราะวัยเปลี่ยน มักถูกปล่อยให้อยู่เฉย ๆ ตามลำพัง ถูกทิ้งให้อยู่บ้านคนเดียว ไม่มีใครพูดคุยด้วย คนเหล่านี้เซลล์สมองจะขาดการกระตุ้นเร้าประสาททั้งห้า ไม่ว่าจะเป็นประสาทตา หู จมูก ลิ้น และกายสัมผัส ผลก็คือ เซลล์สมองขาดการใช้งาน ยิ่งนานเข้าก็ยิ่งลดการทำงานลง สุดท้ายสมองก็ฝ่อไปเรื่อย ๆ แล้วก็ไปหายามากินกัน ช่างน่าสงสารจริง ว่ามั๊ย
มาดูพฤติกรรมที่ทำให้สมองฝ่อเร็วกัน เพราะพฤติกรรมเหล่านี้นี่แหละที่ทำให้มันฝ่อเร็ว และให้นึกย้อนไปนะ ว่า สมองต้องการอากาศและสารอาหารที่เหมาะสม
1. ไม่ทานอาหารเช้า #ย้ำ อาหาร 5 หมู่นะ ไม่ใช่กาแฟ ปาท่องโก๋ ก็จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ ก็ทำให้สารอาหารไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอน่ะซิ แล้วก็ทำให้สมองฝ่อ
2. กินอาหารมากเกินไป ก็จะทำให้หลอดเลือดแดงในสมองแข็งตัว มันทำให้เกิดโรคความจำสั้นด้วยนะ
3. สูบบุหรี่ ก็สมองต้องการออกซิเจน ว่ามั๊ย
4. หวาน ไอ้นี่ตัวแสบสุด ๆ ไปอ่านโพสต์น้ำตาลอีกรอบนะ
5. มลภาวะ ก็ทำให้ออกซิเจนไปยังสมองมีน้อยส่งผลให้ประสิทธิภาพของสมองลดลง
6. อดนอนเป็นเวลานานติดต่อกัน จะทำให้เซลล์สมองตายได้ เพราะการนอนหลับจะทำให้สมองได้พักผ่อน
7. นอนคลุมโปง ลดออกซิเจนแหง ๆ
8. ใช้สมองในขณะที่ไม่สบาย ไม่ว่าจะเป็นการทำงานหรือเรียนหรืออ่านหนังสือในขณะที่กำลังป่วย พลังงานตก โดยอัตโนมัติอยู่แล้ว จะพอไปเลี้ยงสมองรึ
9. ขาดการใช้ความคิด การคิดเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในการฝึกสมอง เมื่อไม่ใช้สมองมันก็ฝ่อซิ
10. เป็นคนไม่ค่อยพูด ทักษะทางการพูดจะเป็นตัวแสดงถึงประสิทธิภาพของสมอง เพราะ ต้องคิดก่อนพูดส่วนพวกพูดก่อนคิดก็ทำให้โอกาศสมองฝ่อได้เช่นกัน เพราะ อาจถูกทำร้าย
11.ทานอาหารไปด้วย อ่านหนังสือไปด้วย พลังในการย่อย ก็ใช้เยอะ สมองก็ใช้เยอะ แย่งกันมันส์ ถ้าสมองชนะ การย่อย ก็ไม่ดี ถ้าการย่อยชนะ สมองก็แย่
อาจมีอีกเยอะ คิดเอาเองมั่นนะ งั้นมาต่อที่........
2. กินอาหารมากเกินไป ก็จะทำให้หลอดเลือดแดงในสมองแข็งตัว มันทำให้เกิดโรคความจำสั้นด้วยนะ
3. สูบบุหรี่ ก็สมองต้องการออกซิเจน ว่ามั๊ย
4. หวาน ไอ้นี่ตัวแสบสุด ๆ ไปอ่านโพสต์น้ำตาลอีกรอบนะ
5. มลภาวะ ก็ทำให้ออกซิเจนไปยังสมองมีน้อยส่งผลให้ประสิทธิภาพของสมองลดลง
6. อดนอนเป็นเวลานานติดต่อกัน จะทำให้เซลล์สมองตายได้ เพราะการนอนหลับจะทำให้สมองได้พักผ่อน
7. นอนคลุมโปง ลดออกซิเจนแหง ๆ
8. ใช้สมองในขณะที่ไม่สบาย ไม่ว่าจะเป็นการทำงานหรือเรียนหรืออ่านหนังสือในขณะที่กำลังป่วย พลังงานตก โดยอัตโนมัติอยู่แล้ว จะพอไปเลี้ยงสมองรึ
9. ขาดการใช้ความคิด การคิดเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในการฝึกสมอง เมื่อไม่ใช้สมองมันก็ฝ่อซิ
10. เป็นคนไม่ค่อยพูด ทักษะทางการพูดจะเป็นตัวแสดงถึงประสิทธิภาพของสมอง เพราะ ต้องคิดก่อนพูดส่วนพวกพูดก่อนคิดก็ทำให้โอกาศสมองฝ่อได้เช่นกัน เพราะ อาจถูกทำร้าย
11.ทานอาหารไปด้วย อ่านหนังสือไปด้วย พลังในการย่อย ก็ใช้เยอะ สมองก็ใช้เยอะ แย่งกันมันส์ ถ้าสมองชนะ การย่อย ก็ไม่ดี ถ้าการย่อยชนะ สมองก็แย่
อาจมีอีกเยอะ คิดเอาเองมั่นนะ งั้นมาต่อที่........
การฝึกสมอง หรือ การออกกำลังสมอง (Neurobic exercise) ซึ่งสามารถเพิ่มจำนวนแขนง/เส้นใยของเซลล์ประสาท (Axon:ซึ่งมีหน้าที่ในการลำเลียงข้อมูลสื่อสารระหว่างเซลล์ประสาท) ได้ตลอดชีวิต สามารถเพิ่มการเชื่อมโยงของเซลล์สมอง ทำให้สมองมีการเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต โดยการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ การฝึก ใช้สมองตลอดเวลา ไม่ทำอะไรซ้ำซาก ก็จะกระตุ้นให้สมองมีการแตกแขนงเส้นใยประสาทให้แตกกิ่งก้านสาขามากขึ้น สมองเราก็จะดีขึ้น
จริง ๆ แล้วการออกกำลังสมองด้วย Neurobic คือ การฝึกทักษะสมอง โดยได้แนวคิดมาจากการออกกำลังกายแบบแอโรบิกนั่นเอง ซึ่งเป็นการทำให้ร่างกายแข็งแรงด้วยการขยับกล้ามเนื้อหลายๆส่วนมาประยุกต์ กลายเป็นวิธีบริหารสมองที่ใช้ประสาทสัมผัสไปกระตุ้นกล้ามเนื้อสมองหลายๆส่วน ให้ขยับและตื่นตัว ส่ง ผลให้เซลล์ประสาทแตกกิ่งก้านสาขา มีการเชื่อมโยงสื่อสารกันมากขึ้น เกิดการเรียนรู้สิ่งใหม่ ส่งผลให้สมองแข็งแรงขึ้น
การออกกำลังสมอง เกิดจากการกระตุ้นประสาทสัมผัสทั้ง 5 หรือที่ฝรั่งเขาเรียกกันว่า The Five Senses of Human Nature ซึ่งได้แก่
• การได้ยิน
• มองเห็น
• ได้กลิ่น
• ลิ้มรส
• และสัมผัสอารมณ์
ให้การรับรู้เหล่านี้มีการเชื่อมโยงกัน เมื่อฝึกสมองบ่อยๆ จะมีการหลั่งสาร ชื่อ นิวโรโทรฟิน (Neurotrophin, สารโปรตีนชนิดหนึ่ง) หรืออาหารสมอง ทำให้เซลล์สมองมีการเชื่อมโยงกันมากขึ้น จึงแข็งแรงมากขึ้น
• การได้ยิน
• มองเห็น
• ได้กลิ่น
• ลิ้มรส
• และสัมผัสอารมณ์
ให้การรับรู้เหล่านี้มีการเชื่อมโยงกัน เมื่อฝึกสมองบ่อยๆ จะมีการหลั่งสาร ชื่อ นิวโรโทรฟิน (Neurotrophin, สารโปรตีนชนิดหนึ่ง) หรืออาหารสมอง ทำให้เซลล์สมองมีการเชื่อมโยงกันมากขึ้น จึงแข็งแรงมากขึ้น
การออกกำลังสมอง ประกอบด้วย
•เปลี่ยนแปลงชีวิตประจำวัน เพราะการทำแบบเดิมโดยไม่คิดนั้น สมองจะไม่ถูกกระตุ้น เช่น เปลี่ยนลำดับกิจกรรมการใช้ชีวิต ดูทีวีรายการใหม่ ใช้มือซ้ายทำงานแทนมือขวาบ้าง
•ใช้ประสาทสัมผัสมากขึ้น ได้แก่ การคลำสัมผัสของแทนการมองหา พูดร่วมกับการแสดงท่าทาง เล่นเกมฝึกสมอง เช่น ไพ่ หมากรุก เกมความจำต่างๆ ฝึกคิดเลข จำสิ่งของ บอกชื่อสัตว์ให้เร็วและมากที่สุดในเวลาที่จำกัด หรือนึกย้อนไปว่า ทานข้าวกับอะไรในหลายมื้อที่ผ่านมาแบบผมก็ได้
•หาประสบการณ์ใหม่ เช่น ฝึกทำกิจกรรมใหม่ๆ เดินทางไปเที่ยว พบปะเพื่อนฝูง
และเนื่องจากการทำงานของสมองเกี่ยวกับสารสื่อประสาทโดยเฉพาะ สารที่ชื่อว่า อะซีทิลโคลีน (Acetylcholine) ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับความจำ พบว่ามีอาหารหลายชนิดที่มีการศึกษาว่า ช่วยบำรุงสมอง เช่น หอมหัวใหญ่ พริก ขิง ใบบัวบก ข้าวกล้องที่อุดมด้วยวิตามินบี แถมมีเส้นใยพรักพร้อมซึ่งมากกว่าข้าวขาวถึง 9 เท่าจึงช่วยการขับถ่ายได้อย่างดี ผักสดและผลไม้สด ให้วิตามินซีที่เพียบพร้อม กินให้ได้ 5 ส่วนบริโภคต่อวัน ปลาและอาหารทะเล เพื่อรับกรดไขมันจำเป็นและโปรตีนในปริมาณที่เหมาะสม ธัญพืชต่าง ๆ เพื่อรับกรดไขมันไม่อิ่มตัว วิตามินอีและเลซิทิน รวมทั้งแคลเซียม แมกนีเซียม สังกะสีและเซเลเนียม เป็นต้น อย่างไรก็ตามต้องรับประทานอาหารที่มีคุณภาพไม่ใช่ขยะ ก็จะยิ่งทำให้สมองเรามีความแข็งแรงมากขึ้น
•ใช้ประสาทสัมผัสมากขึ้น ได้แก่ การคลำสัมผัสของแทนการมองหา พูดร่วมกับการแสดงท่าทาง เล่นเกมฝึกสมอง เช่น ไพ่ หมากรุก เกมความจำต่างๆ ฝึกคิดเลข จำสิ่งของ บอกชื่อสัตว์ให้เร็วและมากที่สุดในเวลาที่จำกัด หรือนึกย้อนไปว่า ทานข้าวกับอะไรในหลายมื้อที่ผ่านมาแบบผมก็ได้
•หาประสบการณ์ใหม่ เช่น ฝึกทำกิจกรรมใหม่ๆ เดินทางไปเที่ยว พบปะเพื่อนฝูง
และเนื่องจากการทำงานของสมองเกี่ยวกับสารสื่อประสาทโดยเฉพาะ สารที่ชื่อว่า อะซีทิลโคลีน (Acetylcholine) ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับความจำ พบว่ามีอาหารหลายชนิดที่มีการศึกษาว่า ช่วยบำรุงสมอง เช่น หอมหัวใหญ่ พริก ขิง ใบบัวบก ข้าวกล้องที่อุดมด้วยวิตามินบี แถมมีเส้นใยพรักพร้อมซึ่งมากกว่าข้าวขาวถึง 9 เท่าจึงช่วยการขับถ่ายได้อย่างดี ผักสดและผลไม้สด ให้วิตามินซีที่เพียบพร้อม กินให้ได้ 5 ส่วนบริโภคต่อวัน ปลาและอาหารทะเล เพื่อรับกรดไขมันจำเป็นและโปรตีนในปริมาณที่เหมาะสม ธัญพืชต่าง ๆ เพื่อรับกรดไขมันไม่อิ่มตัว วิตามินอีและเลซิทิน รวมทั้งแคลเซียม แมกนีเซียม สังกะสีและเซเลเนียม เป็นต้น อย่างไรก็ตามต้องรับประทานอาหารที่มีคุณภาพไม่ใช่ขยะ ก็จะยิ่งทำให้สมองเรามีความแข็งแรงมากขึ้น
สวัสดี
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น