ช่วงนี้มีผู้ป่วยลำไส้ไม่ทำหน้าที่ของตัวเองเยอะเป็นพิเศษ
และเมื่อซักประวัติ ก็เจอเหตุ ที่อยากให้ทุกคนได้รับรู้ไปพร้อมกันและอย่าไปทำลายระบบการทำงานของลำไส้ตัวเองกันนะครับ
อยากเกริ่นแบบนี้ครับ
เมื่อครูให้การบ้านลูกมา แล้วผู้ปกครองทำเสียเอง ลูกก็ทำไม่เป็น และไม่คิดจะทำ
เมื่อท้องผูก เรา ๆ ท่าน ๆ ก็หายาถ่ายมากิน นานๆไป ลำไส้ก็ทำงานไม่เป็น และไม่คิดจะทำ และมันก็เป็นอย่างนี้จริง ๆ ซะด้วยซิ
เมื่อท้องผูก เรา ๆ ท่าน ๆ ก็หายาถ่ายมากิน นานๆไป ลำไส้ก็ทำงานไม่เป็น และไม่คิดจะทำ และมันก็เป็นอย่างนี้จริง ๆ ซะด้วยซิ
ตามผมมาครับ
รายการ หมอนอกกะลา ตอน อันตรายจากยาถ่าย
คนส่วนใหญ่คิดว่าแค่ยาระบายไม่มีอันตรายอะไร บางคนใช้ยาระบายเพื่อลดความอ้วนโดยรับประทานต่อเนื่องทุกวันเป็นเวลาหลายเดือน ซึ่งเป็นการใช้ยาที่ไม่ถูกต้อง นอกจากไม่ได้ผลในการลดความอ้วนแล้ว ยังอาจทำให้เกิดผลเสียกับร่างกายตามมาอีกด้วย
ยาระบายมีหลายประเภทครับ
ยาในกลุ่มยาระบายนั้นมีหลายประเภทตามกลไกการออกฤทธิ์ของยา ได้แก่
ยาเพิ่มปริมาณอุจจาระ (Bulk-producing agents) เช่น Mucillin powder
ยาทำให้อุจจาระอ่อนนุ่ม (Stool softeners / Surfactants) เช่น Docusate sodium
ยาประเภทหล่อลื่น (Lubricants/ Emollient) เช่น Mineral oil อีแอลพี โดยยาชนิดนี้จะเป็นยาน้ำที่ได้จากน้ำมันปิโตรเลียม ไม่ถูกย่อย ไม่ดูดซึม และจะช่วยหล่อลื่นให้ลำไส้เพื่อให้อุจจาระผ่านได้สะดวก และยังทำให้อุจจาระนุ่มขึ้นด้วย แต่ก็มีข้อควรระวังคือยาชนิดนี้จะทำให้ร่างกายไม่ดูดซึมวิตามินเอ ดี อี เค และระหว่างที่ใช้ต้องระวังอย่าให้สำลักเพราะอาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคปอดอักเสบตามมาได้ครับ
ยาประเภทเพิ่มปริมาตรน้ำ (Hydrating agents (osmotics)) เช่น Milk of magnesia กลุ่มเกลือแมกนีเซียม โดยจะเข้าไปช่วยเพิ่มปริมาณน้ำในลำไส้และจะช่วยให้ระบบขับถ่ายระบายได้ดีขึ้น ยาประเภทนี้หากกินมากเกินไปอาจทำให้เกิดการถ่ายท้องที่รุนแรงและเป็นอันตรายได้ และข้อสำคัญคือยากลุ่มนี้จะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายและทำให้เกิดพิษต่อหัวใจและไต ดังนั้นจึงมีข้อห้ามใช้ในคนที่เป็นโรคไตและโรคหัวใจ รวมถึงเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปีอีกด้วยครับ
ไฮเปอร์ออสโมติก เอเจนต์ (Hyperosmotic agents) เช่น ยาเหน็บ Glycerin
ยาประเภทกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ (Stimulant) เช่น Bisacodyl น้ำมันละหุ่ง เซนนา (สารจากใบและฝักมะขามแขก) ไบซาโคดิล สลอด ยาพวกนี้จะเข้าไปกระตุ้นการทำงานของลำไส้ใหญ่ให้เกิดการบีบตัวมากขึ้นกว่าปกติ เพราะเมื่อลำไส้ใหญ่บีบตัวกระบวนการขับของเสียก็มีโอกาสเกิดขึ้นมาก แต่สิ่งที่จะทำมาภายหลังก็คือ ลำไส้ใหญ่จะเกิดการหย่อนยาน และไม่สามารถบีบตัวเองได้ และเมื่อไรที่หยุดกินยาก็ทำให้ไม่สามารถถ่ายเองได้ บางคนกินยาถ่ายเข้าไปเป็นสิบ ๆ เม็ดยังไม่ยอมถ่าย และทำให้ร่างกายเกิดการสะสมพิษอย่างต่อเนื่อง สุดท้ายก็ทำให้หงุดหงิด ตัวบวม มีกลิ่นตัว ปากเหม็น ผิวพรรณไม่ผ่องใส และอาจมีปัญหาตามมาอีกมากมาย
ซึ่งการพิจารณาเลือกใช้ยานั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่นสภาพร่างกายของผู้ป่วย ภาวะโรคที่ผู้ป่วยเป็นอยู่ หรือความรุนแรงของอาการท้องผูก
การใช้ยาระบายเป็นประจำ จะทำให้เกิดอันตรายอย่างไรนะหรือ ตามมาครับ
1. ทำให้เกิดภาวะขาดน้ำได้
2. ทำให้ระดับโพแทสเซียมในเลือดลดต่ำ ส่งผลให้เกิดอาการ ท้องอืด ท้องผูก อ่อนเพลีย แขนขาอ่อนแรง และอาจกลายเป็นอัมพาตชั่วคราวได้
3. ทำให้การดูดซืมสารอาหารน้อยลง โดยเฉพาะวิตามินเอ ดี เค รวมถึงเบต้าเคโรทีน
4. เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะ กระดูกพรุน โดยเฉพาะในผู้สูงอายุและหญิงวัยหมดประจำเดือน
การรักษาอาการท้องผูกที่ถูกวิธีคือการรักษาที่สาเหตุ เช่น บางคนดื่มน้ำน้อยเกินไป ทานอาหารประเภทกากใยน้อยเกินไป มีภาวะเครียด หรือรับประทานยาบางประเภทที่ทำให้ท้องผูก (Immodium, Lomotil เป็นต้น) ส่วนการลดความอ้วนที่ถูกวิธีนั้น ควรรับประทานอาหารให้เหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย และออกกำลังกายเป็นประจำ อ่าน อ้วนสี่ตอนของผมด้วย ส่วนการรับประทานยาระบายเป็นเพียงการระบายมวลอุจจาระออกจากร่างกายไม่ได้มีผลต่อการลดการดูดซึมไขมัน หรือลดไขมันที่สะสมอยู่ออกจากร่างกายแต่อย่างใด
การจะทำให้ร่างกายสามารถกลับมาขับถ่ายได้เองนั้นต้องใช้เวลาในกรณีที่ท่านทำลายระบบไปสำเร็จแล้ว ยาถ่ายคงช่วยได้เพียงแค่ชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น ดังนั้นการหันหาธรรมชาติโดยการเพิ่มกากใยให้กับร่างกายตนเองด้วยการกินผักสด ผลไม้สด และหันมากินข้าวกล้อง ธัญพืช จะช่วยเพิ่มกากใยให้กับอุจจาระและทำให้อุจจาระนุ่ม ถ่ายง่าย ช่วยป้องกันอาการท้องผูก ริดสีดวงทวาร แผลปริที่ทวารหนัก และบรรเทาอาการของพวกที่ลำไส้ไวต่อสิ่งเร้าอีกด้วย วิธีนี้น่าจะเป็นวิธีที่ดูจะปลอดภัยและใช้ประโยชน์จากธรรมชาติได้มาก และเมื่อทำจนเคยชินเป็นกิจวัตรประจำวัน สุขภาพที่ดีก็จะค่อย ๆ ย้อนกลับมาหาเรา ๆ ท่าน ๆ เองแต่ใช้เวลาสักหน่อยนะครับ
คราวต่อไปก่อนหยิบยาระบายขึ้นมาใช้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ลองฉุกคิดดูสักนิดว่าพอจะแก้ไขด้วยทางเลือกอื่นได้หรือไม่ และให้ยาระบายเป็นทางเลือกอันดับท้ายๆ ดีกว่าไปทำลายระบบขับถ่ายของร่างกายด้วยการกินยาระบายเป็นประจำจนทำให้ลำไส้เสียนิสัยนะครับ สวัสดี
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น