19 Jul 2014
ถ้าอยากให้ทารกเพศชายคนนี้โตขึ้นแล้เป็นชาย ตามมาครับ
อย่าให้กิน นำ้มะพร้าว ถั่วเหลืองและผลิตภัณฆ์ ทั้งสองสิ่งนี้ มี Phytoestrogen ( ฮอร์โมนเพศหญฺิงจากพืช)
อย่าใช้ น้ำยาปรับผ้านุ่มและน้ำยาขัดเบาะรถ (ทั้งสองสิ่งนี้ ออกฤทธ์เหมือน Estrogen)
อย่าให้ดื่มนมวัว (มีฮอร์โมนเพศเมียติดมาด้วย)
เนื้อสัตว์ที่เป็นเพศเมีย
(นี่มุมมองของ Nutritionist) นะครับลองปฏิบัติดูครับคุณพ่อทั้งหลาย
วันอาทิตย์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2560
แพ้นม
20 Jul 2014
ผมขอฆ่าถั่วเหลืองในทำนองนี้ดีกว่าครับ ไม่เสียวสันหลัง ไม่อยากเอาผู้ป่วยที่มาบำบัดลงครับ สงสารพ่อแม่เขาครับ
เด็กคนนี้แพ้นมครับ หลังจากการสัมภาษณ์คุณแม่ ก็พบว่า ตอนตั้งครรภ์ ทานนม, นมถั่วเหลือง,ถั่วเหลืองชง, นำ้เต้าหู้ เป็นการบำรุง เค้าว่ากันอย่างนั้นครับ ในถั่วเหลืองมี Trypsin Inhibitor ที่ยับยั้งไม่ให้ร่างกายย่อยโปรตีนครับ แล้วคุณว่าเซลล์ของร่างกายสร้างมาจากอะไร เรา ๆท่าน ๆ และคุณหมอทั้งหลายเรียนมาแล้วตอน ม.4 ที่เด็กคนนี้แพ้เพราะร่างกายเขาย่อยนมให้เป็นโมเลกุลเล็กไม่ได้ ร่างกายดูดซึมไม่ได้ ร่างกายเข้าใจว่าเป็นพิษ จึงพยายามขับพิษออกทุกทางเท่าที่จะทำได้ ท้องเสียบ้าง ผื่นขึ้นบ้าง ทุกรายที่มาบำบัดกับผมเล่าว่า คุณหมอให้เลี่ยงไปดื่มนมถั่วเหลืองหรือนมอย่างอื่นที่เด็กไม่แพ้ ก็รู้ (หรีือไม่รู้หรือกลัวไม่มีผู้ป่วยหรือกลัวรายได้ลดลง คิดกันเอาเอง) ว่า มันยับยั้งการย่อยโปรตีนของร่างกายก็ยังแนะนำ ต่อมาเด็กก็ตัวไม่โต ผิวซีด เป็นภูมิแพ้สิครับ ลำบากพ่อแม่หาไอ้โน่น ไอ้นี่ มาเสริม เสียเงินเสียทอง พอเด็กโตหน่อยพอที่ร่างกายย่อยนมได้ก็ดื่มนมวัวกันใหญ่เขาว่าแคลเซียมทำให้เด็กโต แคลเซียมจากแหล่งอื่นเยอะแยะครับ ไอ้นี้มันใส่โรคให้เด็กชัด ๆ(วันหน้าจะคุยเรื่องแคลเซียมและนมให้ฟังครับ)มาบำบัดกับผมก็แก้ที่ต้นเหตุสิครับ ทำให้เขาย่อยนมได้ พอโมเลกุลเล็กลงร่างกายก็ดูดซึมได้ มันก็ไม่เข้าใจว่าเป็พิษ ก็จบ กระจอกมั๊ยครับโรคนี้ แต่อย้างไรก็ตาม ป้องกันดีกว่าครับ โพสต์ไปแล้ว
ผมขอฆ่าถั่วเหลืองในทำนองนี้ดีกว่าครับ ไม่เสียวสันหลัง ไม่อยากเอาผู้ป่วยที่มาบำบัดลงครับ สงสารพ่อแม่เขาครับ
เด็กคนนี้แพ้นมครับ หลังจากการสัมภาษณ์คุณแม่ ก็พบว่า ตอนตั้งครรภ์ ทานนม, นมถั่วเหลือง,ถั่วเหลืองชง, นำ้เต้าหู้ เป็นการบำรุง เค้าว่ากันอย่างนั้นครับ ในถั่วเหลืองมี Trypsin Inhibitor ที่ยับยั้งไม่ให้ร่างกายย่อยโปรตีนครับ แล้วคุณว่าเซลล์ของร่างกายสร้างมาจากอะไร เรา ๆท่าน ๆ และคุณหมอทั้งหลายเรียนมาแล้วตอน ม.4 ที่เด็กคนนี้แพ้เพราะร่างกายเขาย่อยนมให้เป็นโมเลกุลเล็กไม่ได้ ร่างกายดูดซึมไม่ได้ ร่างกายเข้าใจว่าเป็นพิษ จึงพยายามขับพิษออกทุกทางเท่าที่จะทำได้ ท้องเสียบ้าง ผื่นขึ้นบ้าง ทุกรายที่มาบำบัดกับผมเล่าว่า คุณหมอให้เลี่ยงไปดื่มนมถั่วเหลืองหรือนมอย่างอื่นที่เด็กไม่แพ้ ก็รู้ (หรีือไม่รู้หรือกลัวไม่มีผู้ป่วยหรือกลัวรายได้ลดลง คิดกันเอาเอง) ว่า มันยับยั้งการย่อยโปรตีนของร่างกายก็ยังแนะนำ ต่อมาเด็กก็ตัวไม่โต ผิวซีด เป็นภูมิแพ้สิครับ ลำบากพ่อแม่หาไอ้โน่น ไอ้นี่ มาเสริม เสียเงินเสียทอง พอเด็กโตหน่อยพอที่ร่างกายย่อยนมได้ก็ดื่มนมวัวกันใหญ่เขาว่าแคลเซียมทำให้เด็กโต แคลเซียมจากแหล่งอื่นเยอะแยะครับ ไอ้นี้มันใส่โรคให้เด็กชัด ๆ(วันหน้าจะคุยเรื่องแคลเซียมและนมให้ฟังครับ)มาบำบัดกับผมก็แก้ที่ต้นเหตุสิครับ ทำให้เขาย่อยนมได้ พอโมเลกุลเล็กลงร่างกายก็ดูดซึมได้ มันก็ไม่เข้าใจว่าเป็พิษ ก็จบ กระจอกมั๊ยครับโรคนี้ แต่อย้างไรก็ตาม ป้องกันดีกว่าครับ โพสต์ไปแล้ว
แคลเซียมกับแม็กนีเซียม
20 Jul 2014
วันนี้บำบัดผู้สูงอายุทั้งนั้นเลยครับ อาการก็คล้ายๆกันครํบ เกิดตะคริว ก็มาจากร่างกายเสียสมดุลระหว่างแคลเซียมกับแม็กนีเซียม
การย่อยไม่ดี กระตุก อันนี้ขาดแม็กนีเซียม มีอาการซึมเศร้า นอนไม่หลับ อันนี้ก็ขาดแม็กนีเซียม มือเท้าชา อันนี้อาหารไปเลี้ยงไม่พอ ก็มาจากระบบการย่อยกับแม็กนีเซียม เอาล่ะ ในผู้สูงอายุ อย่าปล่อยให้ท่านเป็นอยู่อย่างนี้นะครับ สงสารแกครับ ผมเคยได้ยินลูกใครหลายคนพูดว่า ก็เป็นโรคคนแก่ ใครๆก็เป็นกัน อันนี้เข้าใจผิดครับ ร่างกายทรุดโทรมน่ะใช่ แต่ไม่ต้องทรมานก็ได้ ใส่สิ่งที่ร่างกายต้องการเข้าไปก็ไม่แสดงอาการแล้วครับ เอาล่ะ มานินทาหมอกันหน่อย ผมเห็นถุงยาผู้ป่วยทีไรนะครับก็ทุเรศทุกทีสิครับ พอผู้ป่วยอายุมากหน่อยก็ตะบันให้แคลเซียมกันโดยไม่มีส่วนผสมของแม็กนีเซียม มันอืดท้องน่าดูครับ แล้วคุณยายทั้งหลายก็ไม่กินกันหรอกครับแต่ท่านที่ฝืนได้ แคลเซียมจะไหลเข้าสู่เซลล์กล้ามเนื้อมากเกินไป ก็กระตุก ตะคริวสิครับ คราวนี้ก็พาลพาไปโรคหัวใจ หลอดเลือดหัวใจแข็งตัว ก็หนักละ่ครับ เอาละ่สัญญากันว่าจะคุยเรื่องแคลเซียม ก็มาว่าถึงต้นเหตุที่เสียแคลเซียมครับ ดังนี้
1 กาแฟ ร่างกายสูญเสียแคลเซียมและแม็กนีเซียมในการขับคาเฟอีน
2 เหล้า ร่างกายสูญเสียแคลเซียมและแม็กนีเซียมในการขับแอลกอฮอล์
3 เนื้อ นม ไข่ โปรตีนถูกเปลี่ยนเป็นแอมโมเนียซึ่งมันจะไปยับยั้งการดูดกลับแคลเซียมที่ไต
4 เค็ม ทำให้ร่างกายสูญเสียแคลเซียมทางปัสสาวะ
5 หวาน ทำให้เลือดเป็นกรด ร่างกายใช้แคลเซียมปรับสภาพความเป็นกรด
6 น้ำอัดลม ไอ้นี่สองเด้งเลย มันมีทั้งหวานและฟอสฟอรัส ร่างกายต้องใช้แคลเซียมปรับฟอสฟอรัส
7 ยาลดกรดในกระเพาะ ไอ้นี่ผมไปบำบัดใครหมอก้อให้ใว้ทุกบ้านเลยครับ มันทำให้กระเพาะเป็นกลางครับแต่มันลดการดูดซึมแคลเซียม
8 ไม่ออกกำลังกาย การที่กล้ามเนื้อดึงรั้งต่อกระดูก ๆ จะถูกกระตุ้นให้รักษาแคลเซียมไว่ครับ
9 ไม่โดนแดด การโดนแดดผิวจะสร้าง วิตามินดี แล้วเจ้าตัวนี้ก็นำแคลเซียมเข้ากระดูกครับ
การย่อยไม่ดี กระตุก อันนี้ขาดแม็กนีเซียม มีอาการซึมเศร้า นอนไม่หลับ อันนี้ก็ขาดแม็กนีเซียม มือเท้าชา อันนี้อาหารไปเลี้ยงไม่พอ ก็มาจากระบบการย่อยกับแม็กนีเซียม เอาล่ะ ในผู้สูงอายุ อย่าปล่อยให้ท่านเป็นอยู่อย่างนี้นะครับ สงสารแกครับ ผมเคยได้ยินลูกใครหลายคนพูดว่า ก็เป็นโรคคนแก่ ใครๆก็เป็นกัน อันนี้เข้าใจผิดครับ ร่างกายทรุดโทรมน่ะใช่ แต่ไม่ต้องทรมานก็ได้ ใส่สิ่งที่ร่างกายต้องการเข้าไปก็ไม่แสดงอาการแล้วครับ เอาล่ะ มานินทาหมอกันหน่อย ผมเห็นถุงยาผู้ป่วยทีไรนะครับก็ทุเรศทุกทีสิครับ พอผู้ป่วยอายุมากหน่อยก็ตะบันให้แคลเซียมกันโดยไม่มีส่วนผสมของแม็กนีเซียม มันอืดท้องน่าดูครับ แล้วคุณยายทั้งหลายก็ไม่กินกันหรอกครับแต่ท่านที่ฝืนได้ แคลเซียมจะไหลเข้าสู่เซลล์กล้ามเนื้อมากเกินไป ก็กระตุก ตะคริวสิครับ คราวนี้ก็พาลพาไปโรคหัวใจ หลอดเลือดหัวใจแข็งตัว ก็หนักละ่ครับ เอาละ่สัญญากันว่าจะคุยเรื่องแคลเซียม ก็มาว่าถึงต้นเหตุที่เสียแคลเซียมครับ ดังนี้
1 กาแฟ ร่างกายสูญเสียแคลเซียมและแม็กนีเซียมในการขับคาเฟอีน
2 เหล้า ร่างกายสูญเสียแคลเซียมและแม็กนีเซียมในการขับแอลกอฮอล์
3 เนื้อ นม ไข่ โปรตีนถูกเปลี่ยนเป็นแอมโมเนียซึ่งมันจะไปยับยั้งการดูดกลับแคลเซียมที่ไต
4 เค็ม ทำให้ร่างกายสูญเสียแคลเซียมทางปัสสาวะ
5 หวาน ทำให้เลือดเป็นกรด ร่างกายใช้แคลเซียมปรับสภาพความเป็นกรด
6 น้ำอัดลม ไอ้นี่สองเด้งเลย มันมีทั้งหวานและฟอสฟอรัส ร่างกายต้องใช้แคลเซียมปรับฟอสฟอรัส
7 ยาลดกรดในกระเพาะ ไอ้นี่ผมไปบำบัดใครหมอก้อให้ใว้ทุกบ้านเลยครับ มันทำให้กระเพาะเป็นกลางครับแต่มันลดการดูดซึมแคลเซียม
8 ไม่ออกกำลังกาย การที่กล้ามเนื้อดึงรั้งต่อกระดูก ๆ จะถูกกระตุ้นให้รักษาแคลเซียมไว่ครับ
9 ไม่โดนแดด การโดนแดดผิวจะสร้าง วิตามินดี แล้วเจ้าตัวนี้ก็นำแคลเซียมเข้ากระดูกครับ
ทั้งหมดทั้งมวลนี้เราๆท่านๆที่เรียนสายวิทย์มา เรียนมาแล้วทั้งนั้นแหละครับ แต่เรามักจะฝากสุขภาพไว้ที่หมอกัน เชื่อเถอะหมอก็ลืม นึกแต่เพียงว่าใช้ยาอะไร รักษาอะไร ผู้ป่วยเลยล้นโรงพยาบาล แล้ก็เกิดระบบเส้นสาย ลัดคิว จิปาถะ ของเอกชนยิ่งไปกันใหญ่ ไอจามทีหนึ่งก็สามสีพัน คสช.แก้ไม่ไหวหรอกครับ ผมเลยขอฝากให้เพื่อนๆ ดูแลตัวเองครับ ข้อมูลนี้อาจเป็นประโยชน์อยู่บ้างถึงแม้ไม่มากนัก แต่มำเถอะครับผมรักทุกคนครับ สวัสดีครับ
ข้อควรระวังสำหรับการใช้ยาลดไขมัน
21 Jul 2014
มาแล้วครับสำหรับสิ่งที่ทำให้ผมต้องรีบแจ้นออกจากโรงพยาบาลในวันแรกของการรักษาอัมพาตโดยไม่ต้องรอให้หายและหมอก็ยังทำหน้าฉุนๆใส่ผมด้วย ใครมีภรรยาสวย ใครมีสามีหล่อ อย่ากินครับ บ้านแตกแน่เชื่อผม ถ้ามีปัญหาไขมัน ความดัน โทรหาผม เดือนเดียวเอาอยู่ โรคนี้กระจอกเช่นกันสำหรับผม งั้นมาดูกันว่าทำไมผมถึงเกริ่นเช่นนั้น
ข้อควรระวังสำหรับการใช้ยาลดไขมัน
ให้หยุดยาและปรึกษาแพทย์หากเกิดอาการดังต่อไปนี้
• มีอาการปวดกล้ามเนื้อ กดเจ็บกล้ามเนื้อ และอ่อนแรง
• มีไข้ อ่อนเพลียเหนื่อยง่าย และปัสสาวะสีเข้ม
• ปวดแสบเมื่อปัสสาวะ
• บวม น้ำหนักขึ้น ปัสสาวะออกน้อย
• ปวดท้อง คลื่นไส้อาเจียน เบื่ออาหาร ปัสสาวะสีเข้ม
ให้หยุดยาและปรึกษาแพทย์หากเกิดอาการดังต่อไปนี้
• มีอาการปวดกล้ามเนื้อ กดเจ็บกล้ามเนื้อ และอ่อนแรง
• มีไข้ อ่อนเพลียเหนื่อยง่าย และปัสสาวะสีเข้ม
• ปวดแสบเมื่อปัสสาวะ
• บวม น้ำหนักขึ้น ปัสสาวะออกน้อย
• ปวดท้อง คลื่นไส้อาเจียน เบื่ออาหาร ปัสสาวะสีเข้ม
ผลข้างเคียงของยา
• ปวดศีรษะ
• คลื่นไส้
• แน่น จุกเสียดท้อง
• อาจจะท้องร่วงหรือท้องผูก
• โรคเกี่ยวกับกล้ามเนื้อ (ปวดกล้ามเนื้อ อ่อนแรง ปัสสาวะสีเข้ม)
• ผลเลือดตรวจการทำงานของตับเพิ่มพบได้ร้อยะ 1ของผู้ที่ใช้ยาชนิดนี้ดังนั้นควรจะเจาะเลือดก่อนที่จะใช้ยาชนิดนี้ และติดตามเมื่อมีอาการเปลี่ยนแปลง
• เลนส์ตาขุ่น ตามัว
• หย่อนสมรรถภาพทางเพศ (ไอ้นี่สำคัญที่สุดสำหรับผม และส่งผลทั้งหญิงและชายด้วยนะครับ)
• ซึมเศร้า นอนไม่หลับ
o ไตวายจากกล้ามเนื้อตายเป็นผลข้างเคียงที่สำคัญที่สุด ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดภาวะนี้ได้แก่ขนาดยาที่มากกว่า 80 มิลิกรัม
o มีความดันโลหิตต่ำ
o มีภาวะที่เสี่ยงต่อไตวายเช่น โลหิตเป็นพิษ การผ่าตัด ความดันโลหิตต่ำ เกลือแร่ผิดปกติ โรคลมชักที่คุมอาการไม่ได้
• คลื่นไส้
• แน่น จุกเสียดท้อง
• อาจจะท้องร่วงหรือท้องผูก
• โรคเกี่ยวกับกล้ามเนื้อ (ปวดกล้ามเนื้อ อ่อนแรง ปัสสาวะสีเข้ม)
• ผลเลือดตรวจการทำงานของตับเพิ่มพบได้ร้อยะ 1ของผู้ที่ใช้ยาชนิดนี้ดังนั้นควรจะเจาะเลือดก่อนที่จะใช้ยาชนิดนี้ และติดตามเมื่อมีอาการเปลี่ยนแปลง
• เลนส์ตาขุ่น ตามัว
• หย่อนสมรรถภาพทางเพศ (ไอ้นี่สำคัญที่สุดสำหรับผม และส่งผลทั้งหญิงและชายด้วยนะครับ)
• ซึมเศร้า นอนไม่หลับ
o ไตวายจากกล้ามเนื้อตายเป็นผลข้างเคียงที่สำคัญที่สุด ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดภาวะนี้ได้แก่ขนาดยาที่มากกว่า 80 มิลิกรัม
o มีความดันโลหิตต่ำ
o มีภาวะที่เสี่ยงต่อไตวายเช่น โลหิตเป็นพิษ การผ่าตัด ความดันโลหิตต่ำ เกลือแร่ผิดปกติ โรคลมชักที่คุมอาการไม่ได้
ข้อห้ามในการใช้ยา
• โรคตับอักเสบ หรือผลการตรวจเลือดผิดปกติโดยที่ไม่ทราบสาเหตุ
• การตั้งครรภ์
• การให้นมบุตร
•Porphyria
• ให้ใช้ยานี้น้อยกว่า 80 มิลิกรัมโดยเฉพาะเมื่อใช้ร่วมกับยาที่มีส่วนประกอบของ niacin
ไม่ควรใช้ยา simvastatin ร่วมกับยาต่อไปนี้
• การตั้งครรภ์
• การให้นมบุตร
•Porphyria
• ให้ใช้ยานี้น้อยกว่า 80 มิลิกรัมโดยเฉพาะเมื่อใช้ร่วมกับยาที่มีส่วนประกอบของ niacin
ไม่ควรใช้ยา simvastatin ร่วมกับยาต่อไปนี้
• ยารักษาเชื้อรา itraconazole, ketoconazole, posaconazole, voriconazole, erythromycin, clarithromycin or telithromycinหากจำเป็นต้องรกษาเชื้อราจะต้องหยุดยา simvastatin
• Cyclosporine or Danazol:จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดกล้ามเนื้อตาย Rhabdomyolysis
• ยาลดไขมัน Gemfibrozil:ไม่ควรให้ร่วมกับยา simvastatin
• ยาลดไขมันกลุ่ม fibrates:เมื่อให้ร่วมกับ simvastatin จะต้องระวังและติดตาม (ไอ้นี่ถึงกับกล้ามเนื้อลายตายเชียวครับ)
•Amiodarone, Dronedarone, Ranolazine, or Calcium Channel Blockers ต้องมีการปรับขนาดของยา
• ยาลดไขมันกลุ่ม niacin ซึ่งทำให้เกิด Rhabdomyolysis
• ยารักษาหัวใจเต้นผิดปกติ Digoxin เมื่อได้รับยา simvastatin จะทำให้ระดับยา Digoxin สูงขึ้นซึ่งเสี่ยงต่อผลข้างเคียงของยา
• ยาต้านการแข็งตัวของเลือด Coumarin Anticoagulants พบว่าเมื่อให้ simvastatin จะทำให้เกิดเลือดออกได้
• ยารักษาโรคเก๊าท์ Colchicineจะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดกล้ามเนื้ออักเสบ
• Cyclosporine or Danazol:จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดกล้ามเนื้อตาย Rhabdomyolysis
• ยาลดไขมัน Gemfibrozil:ไม่ควรให้ร่วมกับยา simvastatin
• ยาลดไขมันกลุ่ม fibrates:เมื่อให้ร่วมกับ simvastatin จะต้องระวังและติดตาม (ไอ้นี่ถึงกับกล้ามเนื้อลายตายเชียวครับ)
•Amiodarone, Dronedarone, Ranolazine, or Calcium Channel Blockers ต้องมีการปรับขนาดของยา
• ยาลดไขมันกลุ่ม niacin ซึ่งทำให้เกิด Rhabdomyolysis
• ยารักษาหัวใจเต้นผิดปกติ Digoxin เมื่อได้รับยา simvastatin จะทำให้ระดับยา Digoxin สูงขึ้นซึ่งเสี่ยงต่อผลข้างเคียงของยา
• ยาต้านการแข็งตัวของเลือด Coumarin Anticoagulants พบว่าเมื่อให้ simvastatin จะทำให้เกิดเลือดออกได้
• ยารักษาโรคเก๊าท์ Colchicineจะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดกล้ามเนื้ออักเสบ
อาการอันไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา
• ปวดกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือเป็นตะคริว
• มีไข้ อาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ ตัวหรือตาเหลือง ปวดบริเวณท้องด้านขวาส่วนบน คลื่นไส้ เหนื่อย อ่อนเพลียผิดปกติ
• มีเลือดออก หรือมีรอยช้ำผิดปกติ รอยแดง แผลพุพอง หรือลอก บริเวณผิวหนัง และเยื่อบุในปาก
• เบื่ออาหาร คัน ผื่นคัน ผื่นลมพิษ หายใจลำบาก กลืนลำบาก
• หน้า คอ ตา ริมฝีปาก ลิ้น มือ เท้า ขาหรือข้อเท้าบวม
• เสียงแหบ ปัสสาวะมีสีน้ำตาลหรือสีเข้มผิดปกติ ปัสสาวะแสบขัด ปัสสาวะลำบาก
• มีไข้ อาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ ตัวหรือตาเหลือง ปวดบริเวณท้องด้านขวาส่วนบน คลื่นไส้ เหนื่อย อ่อนเพลียผิดปกติ
• มีเลือดออก หรือมีรอยช้ำผิดปกติ รอยแดง แผลพุพอง หรือลอก บริเวณผิวหนัง และเยื่อบุในปาก
• เบื่ออาหาร คัน ผื่นคัน ผื่นลมพิษ หายใจลำบาก กลืนลำบาก
• หน้า คอ ตา ริมฝีปาก ลิ้น มือ เท้า ขาหรือข้อเท้าบวม
• เสียงแหบ ปัสสาวะมีสีน้ำตาลหรือสีเข้มผิดปกติ ปัสสาวะแสบขัด ปัสสาวะลำบาก
ท่านทีเป็นข้าราชการใส่ชุดสีเขียวโปรดระวัง โรงพยาบาลที่ท่านใช้บริการอยู่ แล้วเบิกได้นัน ผมพบเห็นการจ่าย simvastatin ร่วมกับ fenofibrate ในผู้ป่วยที่บำบัดกับผม คราวนี้นอกจากไอ้ที่เกิดมาพร้อมกันมันตายไปเสียก่อนแล้ว เขาจะแถมไม่ต้องเดินให้ด้วย จะหาว่าผมไม่เตือนเพื่อนๆนะครับ ผมรักทุกคนครับ ให้ตายซิ โรบิน
แพทย์เตือนผู้มีไขมันคอเลสเตอรอลในเลือดสูง ต้องปรับพฤติกรรมการบริโภค กินยาลดไขมันอย่างเดียว อาจมีผลข้างเคียงเกิดภาวะไขมันพอกตับ เนื่องจากยากดการทำงานของตับไม่ให้ผลิตคอเลสเตอรอล เกิดภาวะตับสำลักไขมัน (ทีนี้ก็ไปรักษาตับครับ พอตับหายดีก็เป็นโรคไตต่อ มันก็คือพาผู้ป่วยพายเรือวนในอ่าง แล้วก็เปลืองงบประมาณแผ่นดิน มันก็ภาษีผมเช่นกันครับ ทีอย่างนี้ไม่เห็นใครออกมาพูดกันเลย แต่ก็อุเบกขา ตามนามของผมล่ะครับ)
นพ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล แพทย์แผนปัจจุบันที่สนใจศึกษาการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า ปัญหาจากการทานยาลดไขมันไม่หมดเพียงเท่านี้ แต่ยาลดไขมันยังได้หยุดกระบวนการผลิตฮอร์โมนที่สำคัญมากของร่างกายในการสร้างพลังงานในระดับของเซลล์ที่ชื่อ Co-Enzyme Q10 อีกด้วย และทั้งหมดนี้เป็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนของผู้ที่เกี่ยวข้องซึ่งแลกกับสุขภาพของคนไข้ และในที่สุด ไขมันในเลือดซึ่งจะตรวจไม่พบหลังทานยาลดไขมันแล้วก็ไม่ได้หายไปไหน แต่ไปเกาะรวมอยู่ที่ตับของเราเอง
วันนี้ขอจัดเต็มครับ และผมไม่ขอให้เชื่อ ไม่บังคับให้เชื่อ ไม่ตื้อและไม่ง้อ มันสุขถาพของท่านไม่ใช่ของผม สวัสดีครับ
เสริมสมรรถภาพทางเพศ..แบบไฝ พรหมวิหารสี่
22 Jul 2014
ท่านที่ได้รับ Side effect จากยาหรือสมรรถภาพทางเพศถดถอย ข้อมูลนี้อาจเป็นประโยชน์ครับ
เสริมสมรรถภาพทางเพศ..แบบไฝ พรหมวิหารสี่ครับ
1.ทับทิม
ขึ้นชื่อมากในฐานะยาเพิ่มพลังชั้นเลิศที่ได้จากธรรมชาติ สารในน้ำทับทิมสามารถทำหน้าที่เป็นตัวกระตุ้นให้ร่างกายของทั้งชายและหญิง หลั่งฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนมากขึ้นกว่าปกติถึง 16-30% ส่งผลให้ทั้งสองฝ่ายมีอาการตื่นตัวทางเพศมากขึ้น แถมด้วยสรรพคุณในด้านอื่น เช่น ลดความดันเลือด อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยในการหมุนเวียนของเลือด และลดความเสี่ยงของโรคหัวใจได้ด้วยครับผม (หมายเหตุ ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน ทำหน้าที่เป็นแรงขับดันทางเพศในผู้ชายซึ่งมีฮอร์โมนชนิดนี้มากโดยธรรมชาติอยู่แล้ว ส่วนเพศหญิงที่ไม่ค่อยจะมีอารมณ์กับเรื่องอย่างว่าเท่าไหร่นัก คุณผู้ชายคงต้องลองชวนเธอดื่มน้ำทับทิมดูนะครับ)
2.กล้วย
เป็นสุดยอดอาหารที่ช่วยให้ “อึด” เพราะกล้วยอุดมไปด้วยวิตามินบี ซึ่งจะเปลี่ยนคาร์โบไฮเดรตเป็นพลังงาน และช่วยให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนเพศ มีเอนไซน์ Bromelain ที่เชื่อว่าสามารถเพิ่มสัญชาติญาณทางเพศให้ผู้ชายได้ แนะนำให้ทานกล้วย 1-2 ชม.ก่อนมีกิจกรรมทางเพศ รับรองแรงดีไม่มีตก (มีผลไม้อีกสองอย่างที่มีสรรพคุณเช่นเดียวกับกล้วย คือ ขนุน และสัปปะรดครับ )
3.กระเทียม
กลิ่นอาจจะรุนแรงไปบ้าง แต่ประสิทธิภาพของกระเทียมที่มีสาร อัลลีซิน (Allicin) ที่ช่วยเพิ่มความดันเลือดให้สูบฉีด เพิ่มความต้องการทางเพศ (มีปัญหาไต ไม่แนะนำครับ)
4.ดาร์คช็อคโกแลต
ในช็อกโกแลตมีสารที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลายและมีความสุข นอกจากนั้น สารเฟนนิลเอททิลลามีน (Phenylethylamine) ในช็อกโกแลต ยังกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกคล้ายกับ “ตกหลุมรัก” อีกด้วย หนุ่มๆ ทั้งหลายลองป้อนช็อกโกแลตให้หวานใจดู หรือจะทานไปด้วยกันก็ยิ่งดี
5.ซีเรียลหรือธัญพืชรวม
เต็มไปด้วยแอล-อาร์จีนีน (L-Arginine) ซึ่งเป็นกรดอะมิโนที่ช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดี ทำให้เจ้าโลกแข็งตัวได้เร็วตามสั่ง
6.ไวน์แดงหรือแชมเปญ
ไวน์แดงหรือแชมเปญสักแก้ว ช่วยกระตุ้นความใคร่ได้ดีนักแล เพราะมันจะไปขยายหลอดเลือด ช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดี แต่อย่าดื่มมากเกินไปจนเมาหลับนะครับ
7.หน่อไม้ฝรั่ง
ประเพณีเก่าแก่ของชาวอังกฤษเชื่อว่า การรับประทานหน่อไม้ฝรั่งต้มทุกเช้า เป็นเวลา 3 วันติดต่อกัน จะช่วยเพิ่มความรู้สึกทางเพศได้ดี เพราะในหน่อไม้ฝรั่งมีสารไนอะซีนและสารกลูตาไธโอน ซึ่งปัจจุบันเป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหลายชนิดในแง่ทำให้ผิวขาว แต่ในหน่อไม้ฝรั่งนั้น สารกลูตาไธโอนจะทำหน้าที่ร่วมกับวิตามินซีช่วยให้สเปิร์มตื่นตัวมากขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้นในการปฏิบัติการ
8.เซเลรี่
ผักตระกูลคึ่นช่ายที่ไม่เป็นที่นิยมของคนไทยเท่าไหร่ มีสารแอนโดรสเตอโรน (Androsterone) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่กระตุ้นอารมณทั้งชายและหญิง
9.แครอท
ในแถบตะวันออก ราชวงศ์กษัตริย์นิยมเสิร์ฟแครอทในงานเลี้ยงแนะนำหนุ่มสาวในการเลือกคู่ เนื่องจากแครอทมีสารเบต้าแคโรทีนสูง (พบมากในมะเขือเทศ ฟักข้าวส่วนที่เป็นสีแดงเข้มหุ้มเมล็ด เบต้าแคโรทีนต้องผ่านความร้อนนะครับไม่งั้นก็สูญเปล่าครับ) มีส่วนช่วยให้ตัวสเปิร์มมีปริมาณมากและแข็งแรงขึ้น สำหรับผู้หญิง เจ้าสารตัวนี้มีส่วนในการเสริมสร้างฮอร์โมนเพศตัวสำคัญ คือ โปรเจสเตอโรน ทำให้ผนังมดลูกมีความเหมาะสมในการฝังตัวของไข่ ประโยชน์มากมายแถมไม่ต้องกังวลเรื่องแคลอรีด้วย
10.แตงโม
แตงโมหวานฉ่ำมีสารที่เรียกว่า "ซิตรัลลีน" ให้ผลต่อร่างกายใกล้เคียงกับการกินยาไวอากร้านั่นเลย ช่วยหลอดเลือดขยายตัว และเพิ่มอารมณ์ทางเพศ
11.ยาร์ชากุมบ้า
พืชบำรุงกำลังชื่อประหลาด หายากมาก ขึ้นเฉพาะบนเทือกเขาหิมาลัยในประเทศเนปาลเท่านั้น ขึ้นชื่อลือชาในด้านการกระตุ้นสมรรถภาพคุณผู้ชาย
12.มะระขี้นก
พืชสมุนไพรไทยแท้ (กินกับน้ำพริกอร่อยมากก) เป็นยากระตุ้นความรู้สึกทางเพศ เพิ่มพูนลมปราณ บำรุงธาตุ บำรุงกำลัง มีมากในส่วนของเมล็ดแห้ง ( วันไหนที่ผมต้องอ่านหนังสือมากๆ ผมแทะแบบเม็ดแตงโมเลยครับ)
นอกจากนี้แล้ว ก็ให้ลดการรับประทานอาหารขยะ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สัตว์เนื้อแดง
ความแข็งแรงของอวัยวะเพศและร่างกายจำเป็นต้องได้รับการออกกำลังกาย การพักผ่อน และอาหารที่มีคุณภาพ คนทั่วไปที่รับประทานอาหารได ้มักจะไม่จำเป็นต้องเสริมอาหารหรือวิตามิน แต่สำหรับผู้ที่เลือกรับประทานอาหาร หรือรับประทานอาหารซ้ำๆกัน ไม่มีความหลากหลายของอาหาร หรือไม่รับประทานผักและผลไม้ หรือผู้ที่เจ็บป่วยอาจจะได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ ก็อาจจะทำให้เกิดการขาดสารอาหารบางชนิด ที่มีความจำเป็นสำหรับความแข็งแรงของร่างกายและองคชาติ สารอาหารซึ่งจำเป็นได้แก่
Vitamin C
วิตามินซีจะช่วยให้เลือดไหลเวียนไปอวัยวะเพศเพิ่มขึ้น โดยการที่ทำให้หลอดเลือดขยายตัวได้ดี และยังทำให้ตัวเชื้อ Sperm แข็งแรงและวิตามินซียังป้องกันไม่ให้เชื้อ sperm จับกันเป็นกลุ่ม ขนาดที่แนะนำ 500-1000 มก/วัน ก็ทานผลไม้ครับ ในฝรั่งมีเยอะ
Chromium
การขาดวิตามินนี้จะทำให้ความต้องการทางเพศลดลง และปริมาณเชื้อ Sperm ก็ลดลง นอกจากนั้นก็ยังมีรายงานว่าป้องกันโรคเบาหวานได้ด้วย การให้ Chromium จะป้องกันโรคเบาหวาน ลดระดับน้ำตาล ทำให้ป้องการอาการเสื่อมทางเพศเนื่องจากโรคเบาหวาน ขนาดที่แนะนำ 50-200ไมโครกรัม/วัน
ธาตุสังกะสี Zinc
สังกะสีมีบทบาทสำคัญในเรื่องสุขภาพเพศชาย ช่วยในการสร้าง Sperm การสร้างฮอร์โมนเพศชาย และการทำงานของต่อมลูกหมาก การขาดธาตุสังกะสีจะทำให้เป็นหมันเนื่องจากเชื้อน้อย เกิดโรคกามตายด้าน Impotence และน้ำจากต่อมลูกมากลดลง
L-arginine
L-arginine เป็นกรด amino acid ที่ร่างกายสามารถสังเคราะห์ได้เอง และก็พบได้ในอาหารหลายชนิด การได้รับสารชนิดนี้จะช่วยในการแข็งตัวของอวัยวะเพศ เนื่องจากสารนี้เป็นสารตั้งต้นของการผลิต Nitric oxide Nitric oxide จะเพิ่มเลือดให้ไปอวัยวะเพศเพิ่มขึ้นโดยการขยายหลอดเลือดที่อวัยวะเพศทำให้มีการแข็งตัวดีขึ้น และอวัยวะเพศมีขนาดใหญ่ขึ้น
ใบแปะก๊วย Ginkgo biola
เราทราบกันดีว่าใบแป๊ะก๊วยจะขยายเส้นเลือดสมองทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองมากขึ้น ป้องกันสมองเสื่อม เรานำคุณสมบัติของการขยายเส้นเลือดมาใช้พบว่านอกจากจะขยายเส้นเลือดสมองแล้วใบแป๊ะก๊วยจะขยายเส้นเลือดที่ไปเลี้ยง มือ เท้า และอวัยวะเพศ และยังทำให้เส้นเลือดขยายตัวรับเลือดได้มากขึ้น มีการทดลองใช้กับผู้ชายพบว่าหลัง 6 สัปดาห์การแข็งตัวของอวัยวะเพศดีขึ้น
โสม Ginseng
โสมจะช่วยเพิ่มกรด Nitric oxideในอวัยวะเพศทำให้เลือดไปเลี้ยงเพิ่มขึ้น ทำให้มีการแข็งตัวดีขึ้น โสมยังกระตุ้นให้ต่อมหมวกไตสร้างฮอร์โมนเพศชายเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ส่วนประกอบบางชนิดในโสมจะมีลักษณะเหมือนฮอร์โมนเพศเพศชาย แต่ผมไม่แนะนำในคนที่เป็นความดันโลหิตสูง
มีการศึกษาพบว่าการใช้โสมสามารถช่วยผู้ป่วยกามตายด้านได้ถึงร้อยละ 67%หลังจากรับประทานโสม 1 สัปดาห์ดังนั้นอาจจะกล่าวได้ว่าโสมช่วยเพิ่มพลังร่างกาย กระตุ้นความต้องการทางเพศ เพิ่มการไหลเวียนไปยังอวัยวะเพศ เพิ่มฮอร์โมนเพศชาย
ยาเม็ดเพิ่มขนาด
หากท่านเป็นนักท่องเวปโดยเฉพาะเวปเกี่ยวกับเรื่องเพศท่านจะพบกับโฆษณายาเม็ดเพิ่มเพิ่มขนาด หรือยาเม็ดเพื่อความอดทนได้ผล 100% ส่วนประกอบของยาเม็ดเหล่านี้ประกอบไปด้วยวิตามินดังกล่าวข้างต้นแล้วยังมีสมุนไพรหลายชนิด สมุนไพรที่นิยมใส่มากที่สุดคือ Yohimbe โดยมีการทดลองในสัตว์พบว่ายานี้จะเพิ่มการเต้นของหัวใจ ความดันโลหิตสูง และการไหลเวียนไปยังอวัยวะเพศทำให้อวัยวะเพศแข็งมากขึ้น ใหญ่มากขึ้น แต่การที่จะให้มีขนาดเพื่อขึ้น ร่างกายต้องแข็งแรงโดยการออกกำลังกาย รับประทานอาหารสุขภาพ งดสุรา บุหรี่ แต่ยานี้ผมไม่แนะนำหรอกครับ แต่มันก็เป็นหนึ่งขององค์ความรู้ครับ
ท่านที่ได้รับ Side effect จากยาหรือสมรรถภาพทางเพศถดถอย ข้อมูลนี้อาจเป็นประโยชน์ครับ
เสริมสมรรถภาพทางเพศ..แบบไฝ พรหมวิหารสี่ครับ
1.ทับทิม
ขึ้นชื่อมากในฐานะยาเพิ่มพลังชั้นเลิศที่ได้จากธรรมชาติ สารในน้ำทับทิมสามารถทำหน้าที่เป็นตัวกระตุ้นให้ร่างกายของทั้งชายและหญิง หลั่งฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนมากขึ้นกว่าปกติถึง 16-30% ส่งผลให้ทั้งสองฝ่ายมีอาการตื่นตัวทางเพศมากขึ้น แถมด้วยสรรพคุณในด้านอื่น เช่น ลดความดันเลือด อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยในการหมุนเวียนของเลือด และลดความเสี่ยงของโรคหัวใจได้ด้วยครับผม (หมายเหตุ ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน ทำหน้าที่เป็นแรงขับดันทางเพศในผู้ชายซึ่งมีฮอร์โมนชนิดนี้มากโดยธรรมชาติอยู่แล้ว ส่วนเพศหญิงที่ไม่ค่อยจะมีอารมณ์กับเรื่องอย่างว่าเท่าไหร่นัก คุณผู้ชายคงต้องลองชวนเธอดื่มน้ำทับทิมดูนะครับ)
2.กล้วย
เป็นสุดยอดอาหารที่ช่วยให้ “อึด” เพราะกล้วยอุดมไปด้วยวิตามินบี ซึ่งจะเปลี่ยนคาร์โบไฮเดรตเป็นพลังงาน และช่วยให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนเพศ มีเอนไซน์ Bromelain ที่เชื่อว่าสามารถเพิ่มสัญชาติญาณทางเพศให้ผู้ชายได้ แนะนำให้ทานกล้วย 1-2 ชม.ก่อนมีกิจกรรมทางเพศ รับรองแรงดีไม่มีตก (มีผลไม้อีกสองอย่างที่มีสรรพคุณเช่นเดียวกับกล้วย คือ ขนุน และสัปปะรดครับ )
3.กระเทียม
กลิ่นอาจจะรุนแรงไปบ้าง แต่ประสิทธิภาพของกระเทียมที่มีสาร อัลลีซิน (Allicin) ที่ช่วยเพิ่มความดันเลือดให้สูบฉีด เพิ่มความต้องการทางเพศ (มีปัญหาไต ไม่แนะนำครับ)
4.ดาร์คช็อคโกแลต
ในช็อกโกแลตมีสารที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลายและมีความสุข นอกจากนั้น สารเฟนนิลเอททิลลามีน (Phenylethylamine) ในช็อกโกแลต ยังกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกคล้ายกับ “ตกหลุมรัก” อีกด้วย หนุ่มๆ ทั้งหลายลองป้อนช็อกโกแลตให้หวานใจดู หรือจะทานไปด้วยกันก็ยิ่งดี
5.ซีเรียลหรือธัญพืชรวม
เต็มไปด้วยแอล-อาร์จีนีน (L-Arginine) ซึ่งเป็นกรดอะมิโนที่ช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดี ทำให้เจ้าโลกแข็งตัวได้เร็วตามสั่ง
6.ไวน์แดงหรือแชมเปญ
ไวน์แดงหรือแชมเปญสักแก้ว ช่วยกระตุ้นความใคร่ได้ดีนักแล เพราะมันจะไปขยายหลอดเลือด ช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดี แต่อย่าดื่มมากเกินไปจนเมาหลับนะครับ
7.หน่อไม้ฝรั่ง
ประเพณีเก่าแก่ของชาวอังกฤษเชื่อว่า การรับประทานหน่อไม้ฝรั่งต้มทุกเช้า เป็นเวลา 3 วันติดต่อกัน จะช่วยเพิ่มความรู้สึกทางเพศได้ดี เพราะในหน่อไม้ฝรั่งมีสารไนอะซีนและสารกลูตาไธโอน ซึ่งปัจจุบันเป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหลายชนิดในแง่ทำให้ผิวขาว แต่ในหน่อไม้ฝรั่งนั้น สารกลูตาไธโอนจะทำหน้าที่ร่วมกับวิตามินซีช่วยให้สเปิร์มตื่นตัวมากขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้นในการปฏิบัติการ
8.เซเลรี่
ผักตระกูลคึ่นช่ายที่ไม่เป็นที่นิยมของคนไทยเท่าไหร่ มีสารแอนโดรสเตอโรน (Androsterone) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่กระตุ้นอารมณทั้งชายและหญิง
9.แครอท
ในแถบตะวันออก ราชวงศ์กษัตริย์นิยมเสิร์ฟแครอทในงานเลี้ยงแนะนำหนุ่มสาวในการเลือกคู่ เนื่องจากแครอทมีสารเบต้าแคโรทีนสูง (พบมากในมะเขือเทศ ฟักข้าวส่วนที่เป็นสีแดงเข้มหุ้มเมล็ด เบต้าแคโรทีนต้องผ่านความร้อนนะครับไม่งั้นก็สูญเปล่าครับ) มีส่วนช่วยให้ตัวสเปิร์มมีปริมาณมากและแข็งแรงขึ้น สำหรับผู้หญิง เจ้าสารตัวนี้มีส่วนในการเสริมสร้างฮอร์โมนเพศตัวสำคัญ คือ โปรเจสเตอโรน ทำให้ผนังมดลูกมีความเหมาะสมในการฝังตัวของไข่ ประโยชน์มากมายแถมไม่ต้องกังวลเรื่องแคลอรีด้วย
10.แตงโม
แตงโมหวานฉ่ำมีสารที่เรียกว่า "ซิตรัลลีน" ให้ผลต่อร่างกายใกล้เคียงกับการกินยาไวอากร้านั่นเลย ช่วยหลอดเลือดขยายตัว และเพิ่มอารมณ์ทางเพศ
11.ยาร์ชากุมบ้า
พืชบำรุงกำลังชื่อประหลาด หายากมาก ขึ้นเฉพาะบนเทือกเขาหิมาลัยในประเทศเนปาลเท่านั้น ขึ้นชื่อลือชาในด้านการกระตุ้นสมรรถภาพคุณผู้ชาย
12.มะระขี้นก
พืชสมุนไพรไทยแท้ (กินกับน้ำพริกอร่อยมากก) เป็นยากระตุ้นความรู้สึกทางเพศ เพิ่มพูนลมปราณ บำรุงธาตุ บำรุงกำลัง มีมากในส่วนของเมล็ดแห้ง ( วันไหนที่ผมต้องอ่านหนังสือมากๆ ผมแทะแบบเม็ดแตงโมเลยครับ)
นอกจากนี้แล้ว ก็ให้ลดการรับประทานอาหารขยะ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สัตว์เนื้อแดง
ความแข็งแรงของอวัยวะเพศและร่างกายจำเป็นต้องได้รับการออกกำลังกาย การพักผ่อน และอาหารที่มีคุณภาพ คนทั่วไปที่รับประทานอาหารได ้มักจะไม่จำเป็นต้องเสริมอาหารหรือวิตามิน แต่สำหรับผู้ที่เลือกรับประทานอาหาร หรือรับประทานอาหารซ้ำๆกัน ไม่มีความหลากหลายของอาหาร หรือไม่รับประทานผักและผลไม้ หรือผู้ที่เจ็บป่วยอาจจะได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ ก็อาจจะทำให้เกิดการขาดสารอาหารบางชนิด ที่มีความจำเป็นสำหรับความแข็งแรงของร่างกายและองคชาติ สารอาหารซึ่งจำเป็นได้แก่
Vitamin C
วิตามินซีจะช่วยให้เลือดไหลเวียนไปอวัยวะเพศเพิ่มขึ้น โดยการที่ทำให้หลอดเลือดขยายตัวได้ดี และยังทำให้ตัวเชื้อ Sperm แข็งแรงและวิตามินซียังป้องกันไม่ให้เชื้อ sperm จับกันเป็นกลุ่ม ขนาดที่แนะนำ 500-1000 มก/วัน ก็ทานผลไม้ครับ ในฝรั่งมีเยอะ
Chromium
การขาดวิตามินนี้จะทำให้ความต้องการทางเพศลดลง และปริมาณเชื้อ Sperm ก็ลดลง นอกจากนั้นก็ยังมีรายงานว่าป้องกันโรคเบาหวานได้ด้วย การให้ Chromium จะป้องกันโรคเบาหวาน ลดระดับน้ำตาล ทำให้ป้องการอาการเสื่อมทางเพศเนื่องจากโรคเบาหวาน ขนาดที่แนะนำ 50-200ไมโครกรัม/วัน
ธาตุสังกะสี Zinc
สังกะสีมีบทบาทสำคัญในเรื่องสุขภาพเพศชาย ช่วยในการสร้าง Sperm การสร้างฮอร์โมนเพศชาย และการทำงานของต่อมลูกหมาก การขาดธาตุสังกะสีจะทำให้เป็นหมันเนื่องจากเชื้อน้อย เกิดโรคกามตายด้าน Impotence และน้ำจากต่อมลูกมากลดลง
L-arginine
L-arginine เป็นกรด amino acid ที่ร่างกายสามารถสังเคราะห์ได้เอง และก็พบได้ในอาหารหลายชนิด การได้รับสารชนิดนี้จะช่วยในการแข็งตัวของอวัยวะเพศ เนื่องจากสารนี้เป็นสารตั้งต้นของการผลิต Nitric oxide Nitric oxide จะเพิ่มเลือดให้ไปอวัยวะเพศเพิ่มขึ้นโดยการขยายหลอดเลือดที่อวัยวะเพศทำให้มีการแข็งตัวดีขึ้น และอวัยวะเพศมีขนาดใหญ่ขึ้น
ใบแปะก๊วย Ginkgo biola
เราทราบกันดีว่าใบแป๊ะก๊วยจะขยายเส้นเลือดสมองทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองมากขึ้น ป้องกันสมองเสื่อม เรานำคุณสมบัติของการขยายเส้นเลือดมาใช้พบว่านอกจากจะขยายเส้นเลือดสมองแล้วใบแป๊ะก๊วยจะขยายเส้นเลือดที่ไปเลี้ยง มือ เท้า และอวัยวะเพศ และยังทำให้เส้นเลือดขยายตัวรับเลือดได้มากขึ้น มีการทดลองใช้กับผู้ชายพบว่าหลัง 6 สัปดาห์การแข็งตัวของอวัยวะเพศดีขึ้น
โสม Ginseng
โสมจะช่วยเพิ่มกรด Nitric oxideในอวัยวะเพศทำให้เลือดไปเลี้ยงเพิ่มขึ้น ทำให้มีการแข็งตัวดีขึ้น โสมยังกระตุ้นให้ต่อมหมวกไตสร้างฮอร์โมนเพศชายเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ส่วนประกอบบางชนิดในโสมจะมีลักษณะเหมือนฮอร์โมนเพศเพศชาย แต่ผมไม่แนะนำในคนที่เป็นความดันโลหิตสูง
มีการศึกษาพบว่าการใช้โสมสามารถช่วยผู้ป่วยกามตายด้านได้ถึงร้อยละ 67%หลังจากรับประทานโสม 1 สัปดาห์ดังนั้นอาจจะกล่าวได้ว่าโสมช่วยเพิ่มพลังร่างกาย กระตุ้นความต้องการทางเพศ เพิ่มการไหลเวียนไปยังอวัยวะเพศ เพิ่มฮอร์โมนเพศชาย
ยาเม็ดเพิ่มขนาด
หากท่านเป็นนักท่องเวปโดยเฉพาะเวปเกี่ยวกับเรื่องเพศท่านจะพบกับโฆษณายาเม็ดเพิ่มเพิ่มขนาด หรือยาเม็ดเพื่อความอดทนได้ผล 100% ส่วนประกอบของยาเม็ดเหล่านี้ประกอบไปด้วยวิตามินดังกล่าวข้างต้นแล้วยังมีสมุนไพรหลายชนิด สมุนไพรที่นิยมใส่มากที่สุดคือ Yohimbe โดยมีการทดลองในสัตว์พบว่ายานี้จะเพิ่มการเต้นของหัวใจ ความดันโลหิตสูง และการไหลเวียนไปยังอวัยวะเพศทำให้อวัยวะเพศแข็งมากขึ้น ใหญ่มากขึ้น แต่การที่จะให้มีขนาดเพื่อขึ้น ร่างกายต้องแข็งแรงโดยการออกกำลังกาย รับประทานอาหารสุขภาพ งดสุรา บุหรี่ แต่ยานี้ผมไม่แนะนำหรอกครับ แต่มันก็เป็นหนึ่งขององค์ความรู้ครับ
ดัชนีมวลกาย
23 Jul 2014
For On Suwarin
เราสามารถ หาค่าดัชนีมวลกาย โดยใช้สูตร ดังนี้ครับ
ให้เอาน้ำหนักตัวเป็นตัวตั้ง (เป็นกิโลกรัม)และส่วนสูง (หน่วยเป็นเมตรยกกำลังสอง) เป็นตัวหาร หรือหารด้วยส่วนสูงสองครั้ง
ตัวอย่าง ผู้หญิงคนหนึ่งน้ำหนัก 55 กิโลกรัม ส่วนสูง 158 เซนติเมตร ค่าดัชนีมวลกายของผู้หญิงคนนี้ = 22.03
เราสามารถ หาค่าดัชนีมวลกาย โดยใช้สูตร ดังนี้ครับ
ให้เอาน้ำหนักตัวเป็นตัวตั้ง (เป็นกิโลกรัม)และส่วนสูง (หน่วยเป็นเมตรยกกำลังสอง) เป็นตัวหาร หรือหารด้วยส่วนสูงสองครั้ง
ตัวอย่าง ผู้หญิงคนหนึ่งน้ำหนัก 55 กิโลกรัม ส่วนสูง 158 เซนติเมตร ค่าดัชนีมวลกายของผู้หญิงคนนี้ = 22.03
การแปลผล
• ดัชนีมวลกายน้อยกว่า 18.5 คุณมีน้ำหนักน้อยเกินไป ซึ่งอาจจะเกิดจากนักกีฬาที่ออกกำลังกายมาก และได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ วิธีแก้ไขต้องรับประทานอาหารที่มีคุณภาพ และมีปริมาณพลังงานเพียงพอ และออกกำลังกายอย่างเหมาะสม
• ดัชนีมวลกายระหว่าง 18.5-22.9 คุณมีน้ำหนักปกติและมีปริมาณไขมันอยู่ในเกณฑ์ปกติ มักจะไม่ค่อยมีโรคร้าย อุบัติการณ์ของโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูงต่ำกว่าผู้ที่อ้วนกว่านี้
• ดัชนีมวลกายอยู่ระหว่าง 23-24.9คุณเริ่มจะมีน้ำหนักเกิน หากคุณมีกรรมพันธ์เป็นโรคเบาหวานหรือไขมันในเลือดสูง ต้องพยายามลดน้ำหนักให้ดัชนีมวลกายต่ำกว่า 23
• ดัชนีมวลกายอยู่ระหว่าง 25-29.9คุณจัดว่าเป็นคนอ้วนระดับ1 และหากคุณมีเส้นรอบเอวมากกว่า 90 ซม.(ชาย) 80 ซม.(หญิง) คุณจะมีโอกาศเกิดโรคความดัน เบาหวานสูง จำเป็นต้องควบคุมอาหาร และออกกำลังกาย
• ดัชนีมวลกายมากกว่า 30คุณจัดว่าอ้วนระดับ 2 คุณเสี่ยงต่อการเกิดโรคที่มากับความอ้วน หากคุณมีเส้นรอบเอวมากกว่าเกณฑ์ปกติ คุณจะเสี่ยงต่อการเกิดโรคสูง คุณต้องควบคุมอาหาร และออกกำลังกายอย่างจริงจัง
การวัดเส้นรอบเอว
ดัชนีมวลกายบอกว่าน้ำหนักของคุณเกินค่าปกติ แต่ไม่ได้บอกว่าคุณเสี่ยงต่อสุขภาพ เนื่องจากไขมันที่สะสมในที่แตกต่างกัน จะมีผลเสียต่อสุขภาพต่างกัน คนที่อ้วนลงพุงจะมีไขมันสะสมในอวัยวะภายในมาก จะเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด เราจะรู้ว่าอ้วนลงพุงหรือไม่เราจะวัดจากเส้นรอบเอว ผมไม่แนะนำให้ใช้ยาหรือสารเคมีไดๆ มันแก้ยากเมื่อมันแสดง ผลข้างเคียง มาปรับพฤติกรรมครับ ผมพร้อมให้คำแนะนำ เมื่อมีเวลาครับ
วิธีการวัด
• ใช้สายเมตรธรรมดา
• วัดรอบเอวเหนือสะโพก
• ให้สายขนานกับพื้น
• อย่าให้สายรัดแน่เกินไป
• วัดขณะที่หายใจออกเต็มที่
• ดัชนีมวลกายน้อยกว่า 18.5 คุณมีน้ำหนักน้อยเกินไป ซึ่งอาจจะเกิดจากนักกีฬาที่ออกกำลังกายมาก และได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ วิธีแก้ไขต้องรับประทานอาหารที่มีคุณภาพ และมีปริมาณพลังงานเพียงพอ และออกกำลังกายอย่างเหมาะสม
• ดัชนีมวลกายระหว่าง 18.5-22.9 คุณมีน้ำหนักปกติและมีปริมาณไขมันอยู่ในเกณฑ์ปกติ มักจะไม่ค่อยมีโรคร้าย อุบัติการณ์ของโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูงต่ำกว่าผู้ที่อ้วนกว่านี้
• ดัชนีมวลกายอยู่ระหว่าง 23-24.9คุณเริ่มจะมีน้ำหนักเกิน หากคุณมีกรรมพันธ์เป็นโรคเบาหวานหรือไขมันในเลือดสูง ต้องพยายามลดน้ำหนักให้ดัชนีมวลกายต่ำกว่า 23
• ดัชนีมวลกายอยู่ระหว่าง 25-29.9คุณจัดว่าเป็นคนอ้วนระดับ1 และหากคุณมีเส้นรอบเอวมากกว่า 90 ซม.(ชาย) 80 ซม.(หญิง) คุณจะมีโอกาศเกิดโรคความดัน เบาหวานสูง จำเป็นต้องควบคุมอาหาร และออกกำลังกาย
• ดัชนีมวลกายมากกว่า 30คุณจัดว่าอ้วนระดับ 2 คุณเสี่ยงต่อการเกิดโรคที่มากับความอ้วน หากคุณมีเส้นรอบเอวมากกว่าเกณฑ์ปกติ คุณจะเสี่ยงต่อการเกิดโรคสูง คุณต้องควบคุมอาหาร และออกกำลังกายอย่างจริงจัง
การวัดเส้นรอบเอว
ดัชนีมวลกายบอกว่าน้ำหนักของคุณเกินค่าปกติ แต่ไม่ได้บอกว่าคุณเสี่ยงต่อสุขภาพ เนื่องจากไขมันที่สะสมในที่แตกต่างกัน จะมีผลเสียต่อสุขภาพต่างกัน คนที่อ้วนลงพุงจะมีไขมันสะสมในอวัยวะภายในมาก จะเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด เราจะรู้ว่าอ้วนลงพุงหรือไม่เราจะวัดจากเส้นรอบเอว ผมไม่แนะนำให้ใช้ยาหรือสารเคมีไดๆ มันแก้ยากเมื่อมันแสดง ผลข้างเคียง มาปรับพฤติกรรมครับ ผมพร้อมให้คำแนะนำ เมื่อมีเวลาครับ
วิธีการวัด
• ใช้สายเมตรธรรมดา
• วัดรอบเอวเหนือสะโพก
• ให้สายขนานกับพื้น
• อย่าให้สายรัดแน่เกินไป
• วัดขณะที่หายใจออกเต็มที่
ชื่อยา ใช้รักษาโรค และผลข้างเคียง
23 Jul 2014
มาว่าเรื่องที่เกิดมาพร้อมกันแล้วไม่อยากให้มันชิงตายไปก่อนให้จบๆครับ ผมแปลกใจครับ บ้านเมืองเราเวลาหมอไม่ว่าที่คลีนิค หรือโรงพยาบาลจ่ายยาให้ผู้ป่วย เขาไม่บอกอะไรกันเลยหรือ ที่ผมร่ำไปเรียน ซื้อยากล่องหนึ่ง ฝอยยาต้องอ่านกันจนรู้สึกง่วงเลยครับ บางตัวมันยังเขียนด้วยนะว่า คุณจะกินหรือปล่าว และนี่ใครบางคนอาจกินอยู่
ชื่อยา ใช้รักษาโรค และผลข้างเคียง
nifedipine ยาลดความดันโลหิต กามตายด้าน
doxepin ความต้องการทางเพศลดลงและมีปัญหาในการหลั่ง
spironolactone ยาขับปัสสาวะชนิดหนึ่ง ความต้องการทางเพศลดลงและมีปัญหาในการแข็งตัว
methyldopa ยาลดความดันโลหิตสูง มีปัญหาเกี่ยวกับการแข็งตัว(พบน้อย)
ramipril ยาลดความดันโลหิตสูง ป้องกันโรคไตจากโรคเบาหวาน มีการเปลี่ยนแปลงความต้องการทางเพศ มีปัญหาเกี่ยวกับการถึงจุดสุดยอดและการหลั่ง อวัยวะเพศไม่แข็งตัว(20%)
clomipramine ยารักษาโรคย้ำคิดย้ำทำ อวัยวะเพศไม่แข็งตัว
naproxen ยาแก้ปวดลดการอักเสบของข้อ อ วัยวะเพศไม่แข็งตัว(พบน้อย)
hydralazine ยาลดความดันโลหิต อวัยวะเพศไม่แข็งตัว
trihexyphenidyl ยารักษาโรค parkinson อวัยวะเพศไม่แข็งตัว
amoxapine อวัยวะเพศไม่แข็งตัว ความต้องการทางเพศลดลง
lorazepam ยาคลายเครียด ความต้องการทางเพศลดลง
nortriptyline ยารักษาโรคซึมเศร้า อวัยวะเพศไม่แข็งตัว ความต้องการทางเพศลดลง
nizatadine อวัยวะเพศไม่แข็งตัว
dicyclorriine อวัยวะเพศไม่แข็งตัว
timolol อวัยวะเพศไม่แข็งตัว(พบน้อย) ความต้องการทางเพศลดลง
bumetanide หลั่งเร็ว
buspirone ผลข้างเคียงไม่มาก พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงความต้องการทางเพศ อวัยวะเพศไม่แข็งตัว
verapamil ยาลดความดันโลหิต อวัยวะเพศไม่แข็งตัว (พบน้อย)
captopril ยาลดความดันโลหิต อวัยวะเพศไม่แข็งตัว (พบน้อย)
nicardipine ยาลดความดันโลหิต อวัยวะเพศไม่แข็งตัว (พบน้อย)
diltiazem ยาลดความดันโลหิต อวัยวะเพศไม่แข็งตัว(พบน้อย) ความต้องการทางเพศลดลง
doxazosin ยาลดความดันโลหิต sexual difficulty
clonidine ยาลดความดันโลหิต อวัยวะเพศไม่แข็งตัว ความต้องการทางเพศลดลง หลั่งช้า
benztropine อวัยวะเพศไม่แข็งตัว
ชื่อยา ใช้รักษาโรค และผลข้างเคียง
nifedipine ยาลดความดันโลหิต กามตายด้าน
doxepin ความต้องการทางเพศลดลงและมีปัญหาในการหลั่ง
spironolactone ยาขับปัสสาวะชนิดหนึ่ง ความต้องการทางเพศลดลงและมีปัญหาในการแข็งตัว
methyldopa ยาลดความดันโลหิตสูง มีปัญหาเกี่ยวกับการแข็งตัว(พบน้อย)
ramipril ยาลดความดันโลหิตสูง ป้องกันโรคไตจากโรคเบาหวาน มีการเปลี่ยนแปลงความต้องการทางเพศ มีปัญหาเกี่ยวกับการถึงจุดสุดยอดและการหลั่ง อวัยวะเพศไม่แข็งตัว(20%)
clomipramine ยารักษาโรคย้ำคิดย้ำทำ อวัยวะเพศไม่แข็งตัว
naproxen ยาแก้ปวดลดการอักเสบของข้อ อ วัยวะเพศไม่แข็งตัว(พบน้อย)
hydralazine ยาลดความดันโลหิต อวัยวะเพศไม่แข็งตัว
trihexyphenidyl ยารักษาโรค parkinson อวัยวะเพศไม่แข็งตัว
amoxapine อวัยวะเพศไม่แข็งตัว ความต้องการทางเพศลดลง
lorazepam ยาคลายเครียด ความต้องการทางเพศลดลง
nortriptyline ยารักษาโรคซึมเศร้า อวัยวะเพศไม่แข็งตัว ความต้องการทางเพศลดลง
nizatadine อวัยวะเพศไม่แข็งตัว
dicyclorriine อวัยวะเพศไม่แข็งตัว
timolol อวัยวะเพศไม่แข็งตัว(พบน้อย) ความต้องการทางเพศลดลง
bumetanide หลั่งเร็ว
buspirone ผลข้างเคียงไม่มาก พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงความต้องการทางเพศ อวัยวะเพศไม่แข็งตัว
verapamil ยาลดความดันโลหิต อวัยวะเพศไม่แข็งตัว (พบน้อย)
captopril ยาลดความดันโลหิต อวัยวะเพศไม่แข็งตัว (พบน้อย)
nicardipine ยาลดความดันโลหิต อวัยวะเพศไม่แข็งตัว (พบน้อย)
diltiazem ยาลดความดันโลหิต อวัยวะเพศไม่แข็งตัว(พบน้อย) ความต้องการทางเพศลดลง
doxazosin ยาลดความดันโลหิต sexual difficulty
clonidine ยาลดความดันโลหิต อวัยวะเพศไม่แข็งตัว ความต้องการทางเพศลดลง หลั่งช้า
benztropine อวัยวะเพศไม่แข็งตัว
เป็นไงครับรู้หรือยังครับว่าเวลาที่ท่านไปรักษาตัวที่โรงพยายามหนีความตาย ทำไมเขาต้องให้เซ็นต์ยินยอม เพราะเขาให้ความตาย โดยที่คุณยินยอมไงล่ะครับ ผมเป็นห่วงคนที่กินอยู่จุงเบยครับ
น้ำมะนาวโซดา
24 Jul 2014
เห็นว่าโพสต์กันมาก เลยเป็นห่วง งานนี้ สำหรับ ช้องมาศครับ อย่าหาว่าผมขวางโลกนะครับ ห่วงใยโดยแท้ครับ ผมอ่านเยอะมาก สิ่งหนึ่งที่กลัวคือ โพสต์ด้านโภชนวิทยาของโรงพยาบาลทั้วไทยดูเหมือนจะเป็นการเพิ่มผู้ป่วยแทบทั้งสิ้น ก็คือว่าพายเรือวนในอ่างนั่นแหละครับลองอ่านเยอะๆแล้วจินตนาการดูครับ ใครยังไม่มีจินตนาการก็ไปอ่านเรื่อง จินตนาการของไฝดู เข้าเรื่องครับ
น้ำมะนาวโซดา อ่านให้ถึงแก่น ก่อนแชร์หรือเชื่อ
ก่อนที่เพื่อนๆ จะเชื่อหรือแชร์ต่อ โปรดคิดพิจารณาให้จงหนักครับ ที่ว่ากันว่าดื่มน้ำมะนาวใส่โซดาเพื่อให้กรดในมะนาวฆ่าเซลล์มะเร็งบ้าง ล้างไขมันบ้าง นั้นพอได้อ่านปุ๊ป บอกได้ทันทีเลยว่า เป็นห่วงครับ แต่สิ่งที่ื่เชื่อคือ นี่เป็นกลเม็ดอย่างหนึ่งในการทำธุรกิจบนfb คือการสร้างยอด Like ยอด share คนที่ศึกษาเรื่อง digital marketing คงทราบดี เอาล่ะ มาดูกันว่า “ทำไมจึงเป็นห่วง” จากการหาข้อมูลมาพักใหญ่ ก็สรุปให้อ่านง่ายๆ เรื่องน้ำมะนาว+โซดานี้ เข้าใจว่าต้นเรื่องคนคิด ได้นำเอาสองทฤษฎีมายำรวมกัน นั่นคือ ทฤษฎีเรื่องของเบคกิ้งโซดาและทฤษฎีเรื่องของมะนาว มาพิจารณาทีละอย่างนะครับ
“โซดา”
ต้นเรื่องของคำว่า “โซดา” น่าจะมีที่มาจากข่าวน่าตื่นเต้นชิ้นหนึ่งเมื่อกลางปี 2555 ที่สหรัฐอเมริกา โดย Mark Sircus ได้รับทุน 2 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ให้ทำการศึกษาถึงผลของการใช้ Sodium Bicarbonate (NaCO3) หรือที่เรียกง่ายๆว่า baking soda เบคกิ้งโซดา ซึ่งมีสภาวะความเป็นด่างสูงในการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็ง
ต้นเรื่องของคำว่า “โซดา” น่าจะมีที่มาจากข่าวน่าตื่นเต้นชิ้นหนึ่งเมื่อกลางปี 2555 ที่สหรัฐอเมริกา โดย Mark Sircus ได้รับทุน 2 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ให้ทำการศึกษาถึงผลของการใช้ Sodium Bicarbonate (NaCO3) หรือที่เรียกง่ายๆว่า baking soda เบคกิ้งโซดา ซึ่งมีสภาวะความเป็นด่างสูงในการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็ง
Acid cancer tumor
การศึกษา ตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงที่ว่า เซลล์มะเร็งมีสภาพเป็นกรดและเจริญเติบโตได้ดีในภาวะร่างกายที่เป็นกรด ดังนั้นการใช้เบคกิ้งโซดาซึ่งมีความเป็นด่างสูงเข้าไปเพื่อทำลายเซลล์มะเร็งจึงเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ (คนคิดค้นเรื่องนี้ท่านแรกคือ Tullio Simonchini ) แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทางผู้ทำการศึกษาได้ย้ำว่า การใช้เบคกิ้งโซดาในการรักษานี้ หากเป็นไปได้จริงโดยมีข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์และทางการแพทย์รองรับและได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการจากองค์การอนามัยโลก กระนั้นก็ตามมันก็จะเป็นเพียงการรักษาเสริมเท่านั้น
เริ่มเห็นเค้ามั้ยครับ ว่าคำว่า “น้ำโซดา” มาจากไหน … เข้าใจว่า คงมีบางท่านไปอ่านเจอบทความนี้เข้า และทึกทักเอาว่า โซเดียมไบคาร์บอเนต หรือเบคกิ้งโซดา ก็คือน้ำโซดา(อาจยังศึกษาไม่เพียงพอ) เลยหวังดีแล้วก็จับแพะชนแกะไปบวกกับอีกทฤษฎีหนึ่งเรื่องการดื่มน้ำมะนาวรักษามะเร็ง จึงได้เอาสองเรื่องที่มาจากคนละทิศละทางจับยำเข้าด้วยกันเป็นน้ำโซดา+มะนาว ไปซะงั้น คิดเองเออเองไม่พอ ยังมีการแชร์กระจาย คนที่ได้รับหรือไปอ่านเจอ ก็ไม่ได้คิดอะไร ด้วยความหวังดีก็เลยแชร์กันต่อเนื่องจนคนเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง
เริ่มเห็นเค้ามั้ยครับ ว่าคำว่า “น้ำโซดา” มาจากไหน … เข้าใจว่า คงมีบางท่านไปอ่านเจอบทความนี้เข้า และทึกทักเอาว่า โซเดียมไบคาร์บอเนต หรือเบคกิ้งโซดา ก็คือน้ำโซดา(อาจยังศึกษาไม่เพียงพอ) เลยหวังดีแล้วก็จับแพะชนแกะไปบวกกับอีกทฤษฎีหนึ่งเรื่องการดื่มน้ำมะนาวรักษามะเร็ง จึงได้เอาสองเรื่องที่มาจากคนละทิศละทางจับยำเข้าด้วยกันเป็นน้ำโซดา+มะนาว ไปซะงั้น คิดเองเออเองไม่พอ ยังมีการแชร์กระจาย คนที่ได้รับหรือไปอ่านเจอ ก็ไม่ได้คิดอะไร ด้วยความหวังดีก็เลยแชร์กันต่อเนื่องจนคนเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง
“มะนาว”
มาถึงมะนาว แนวคิดการใช้มะนาวรักษาโรคมะเร็งนี้ มาจากทฤษฎีการบำบัดรักษาโรคมะเร็งทางเลือกด้วยการบริโภคอาหารที่เป็นด่าง หรือ Alkaline Diets ซึ่งคล้ายคลึงกับที่กล่าวมาแล้วข้างต้น นั่นคือ เซลล์มะเร็งมีสภาวะเป็นกรด ดังนั้นการรับประทานอาหารที่เป็นด่างสูงมากเข้าไปจะช่วยปรับค่า pH ในตัวผู้ป่วยให้มีความเป็นด่างมากขึ้นจนเซลล์มะเร็งฝ่อไป สมมุติฐานนี้มากจากการทดลองในห้องปฏิบัติการ สรุปได้ว่า คือ เซล์มะเร็งจะเจริญเติบโตได้ดีในภาวะที่เป็นกรดสูง (ค่า pH ต่ำกว่า 7 มากๆ) และในสภาวะที่ร่างกายเป็นด่างถึงระดับค่า pH ประมาณ 8.5 เซลล์มะเร็งจะค่อยๆ ตายไป
มาถึงมะนาว แนวคิดการใช้มะนาวรักษาโรคมะเร็งนี้ มาจากทฤษฎีการบำบัดรักษาโรคมะเร็งทางเลือกด้วยการบริโภคอาหารที่เป็นด่าง หรือ Alkaline Diets ซึ่งคล้ายคลึงกับที่กล่าวมาแล้วข้างต้น นั่นคือ เซลล์มะเร็งมีสภาวะเป็นกรด ดังนั้นการรับประทานอาหารที่เป็นด่างสูงมากเข้าไปจะช่วยปรับค่า pH ในตัวผู้ป่วยให้มีความเป็นด่างมากขึ้นจนเซลล์มะเร็งฝ่อไป สมมุติฐานนี้มากจากการทดลองในห้องปฏิบัติการ สรุปได้ว่า คือ เซล์มะเร็งจะเจริญเติบโตได้ดีในภาวะที่เป็นกรดสูง (ค่า pH ต่ำกว่า 7 มากๆ) และในสภาวะที่ร่างกายเป็นด่างถึงระดับค่า pH ประมาณ 8.5 เซลล์มะเร็งจะค่อยๆ ตายไป
และเป็นความจริงที่ว่าโรคร้ายแรงทั้งหลายเกิดจากความไม่สมดุลของค่า pH ในเลือดหรือในบริเวณรอบๆ เซลล์ที่เกิดปัญหา ดังนั้นทฤษฎีน้ำด่างไม่ใช่เรื่องโคมลอย และก็มาจากหลักการของ Alkaline Diets เช่นกัน
คุณว่ามะนาวเป็นกรดหรือด่าง... มะนาวเป็นอาหารที่เมื่อร่างกายรับเข้าไปแล้วจะเกิดสภาวะเป็นด่าง จัดเป็น alkaline food (อาหารที่เป็นด่างมีสองแบบครับ คือ ตัวมันมีค่า pH เป็นด่าง กับอีกแบบคือ เมื่อร่างกายรับเข้าไปและผ่านระบบการย่อยจะช่วยปรับค่า pH ในร่างกายให้สูงขึ้นจนมีสภาวะเป็นด่าง)
คุณว่ามะนาวเป็นกรดหรือด่าง... มะนาวเป็นอาหารที่เมื่อร่างกายรับเข้าไปแล้วจะเกิดสภาวะเป็นด่าง จัดเป็น alkaline food (อาหารที่เป็นด่างมีสองแบบครับ คือ ตัวมันมีค่า pH เป็นด่าง กับอีกแบบคือ เมื่อร่างกายรับเข้าไปและผ่านระบบการย่อยจะช่วยปรับค่า pH ในร่างกายให้สูงขึ้นจนมีสภาวะเป็นด่าง)
ตามทฤษฎีนี้ จึงเชื่อว่าการกินมะนาวเข้าไป โดยการบีบใส่น้ำ(ผมย้ำที่คำว่าน้ำนะท่าน)ที่มีค่า pH เป็นกลาง จะช่วยปรับค่า pH ในร่างกายได้ นักโภชนวิทยาจึงได้จัดให้มะนาวเป็นอาหารประเภทด่าง แต่การกินร่วมกับน้ำโซดาตามอ้างนั้น มันไม่ใช่นะครับ เพราะน้ำโซดาคือสารละลายของคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งมีสภาวะเป็นกรดสูง (ค่า pH ประมาณ 3.0-4.0) มันคนละขั้วกับเบคกิ้งโซดาเลย (ค่า pH ของ baking soda ประมาณ 8.5-9.0) มันต่างกันชนิดฟ้ากับเหว เอาแล้วมั๊ยล่ะ อย่าเพิ่งเครียด อ่านต่อไปครับ ดังนั้น การบริโภคมะนาวตามทฤษฎี Alkaline Diets นั้น เป็นไปได้เพื่อปรับค่า pH ในร่างกายดังที่มีหลายสำนักในต่างประเทศเค้าก็แนะนำกัน แต่ไม่ใช่เป็นการใช้กรดมะนาวฆ่าเซลล์มะเร็งอย่างที่กล่าวอ้่างกัน (อย่าลืมนะ...ความเป็นกรดของร่างกายคือสภาวะที่เซลล์มะเร็งเติบโตได้ดีที่สุด)
การบริโภคอาหารที่เป็นด่าง (Alkaline Diets)
มีอาหารหลายชนิดที่มีค่าความเป็นด่างสูง อาทิ คะน้า คึ่่นฉ่าย ถั่วงอก แตงกวา ผักโขม วอเตอร์เครส บาร์เล่ย์ วีทกราส เมล็ดฟักทอง เมล็ดอัลมอนด์ ใบเพรสลีย์ น้ำมันมะกอก หญ้าหวานหรือน้ำตาลจากหญ้าหวาน (พวกน้ำตาลขัดสีทั่้วไปและสารทดแทนน้ำตาลทั่วไป มีความเป็นกรดสูงมากนะครับผมฆ่าให้ได้อ่านกันแล้ว) ผักและผลไม้ที่ีมีสีเขียวเข้ม ฯลฯ ค่า pH ของเลือดและระบบสำคัญๆต่างๆ ในร่างกายของคนสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์อยู่ที่ประมาณ pH 7.4 ซึ่งหมายถึงมีความเป็นด่างเล็กน้อย จากค่าเต็มสเกลของ pH คือ 14 หากว่าค่า pH นี้ต่ำกว่า 7 หมายความว่ายิ่งมีความเป็นกรดและมีปริมาณอ็อกซิเจนยิ่งน้อย เป็นภาวะที่เชื้อโรคและโรคภัยต่างๆ ชื่นชอบเป็นพิเศษ (ตรวจ pH เลือดปรึกษา คุณ เจริญ ครับ)
มีอาหารหลายชนิดที่มีค่าความเป็นด่างสูง อาทิ คะน้า คึ่่นฉ่าย ถั่วงอก แตงกวา ผักโขม วอเตอร์เครส บาร์เล่ย์ วีทกราส เมล็ดฟักทอง เมล็ดอัลมอนด์ ใบเพรสลีย์ น้ำมันมะกอก หญ้าหวานหรือน้ำตาลจากหญ้าหวาน (พวกน้ำตาลขัดสีทั่้วไปและสารทดแทนน้ำตาลทั่วไป มีความเป็นกรดสูงมากนะครับผมฆ่าให้ได้อ่านกันแล้ว) ผักและผลไม้ที่ีมีสีเขียวเข้ม ฯลฯ ค่า pH ของเลือดและระบบสำคัญๆต่างๆ ในร่างกายของคนสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์อยู่ที่ประมาณ pH 7.4 ซึ่งหมายถึงมีความเป็นด่างเล็กน้อย จากค่าเต็มสเกลของ pH คือ 14 หากว่าค่า pH นี้ต่ำกว่า 7 หมายความว่ายิ่งมีความเป็นกรดและมีปริมาณอ็อกซิเจนยิ่งน้อย เป็นภาวะที่เชื้อโรคและโรคภัยต่างๆ ชื่นชอบเป็นพิเศษ (ตรวจ pH เลือดปรึกษา คุณ เจริญ ครับ)
จำไว้ ยิ่งภาวะร่างกายมีความเป็นกรดมาก นั่นคือ แก่เร็ว เหี่ยวเร็ว ถ้าผู้หญิงก็สามีเบื่อเร็ว (ขอโทษที่หยาบคาย)และเกิดภาวะของเหลวมากเกินหรือที่เรียกว่าบวมน้ำ และโรคต่างๆ โดยเฉพาะการกลายเซลล์เป็นเซลล์มะเร็ง การรับประทานอาหารที่มีความเป็นด่างจะช่วยปรับค่า pH ในร่างกายและทำให้เกิดกระบวนการสร้างอ็อกซิเจนในเซลล์ต่างๆ ทำให้การทำงานของอวัยวะภายในเป็นไปอย่างสมบูรณ์และยังเป็นปราการป้องกันโรคภัยได้ดี
นี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่เราควรวางโซดาไว้ไกล ๆ ตัว งานวิจัยล่าสุด ตีพิมพ์ในวารสาร FASEB แสดงให้เห็นว่าโซดาและอาหารผ่านกรรมวิธีทั้งหลายที่กำลังโด่งดังอยู่ในขณะนี้มีระดับฟอสเฟตสูงเกินขีดจำกัด
นี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่เราควรวางโซดาไว้ไกล ๆ ตัว งานวิจัยล่าสุด ตีพิมพ์ในวารสาร FASEB แสดงให้เห็นว่าโซดาและอาหารผ่านกรรมวิธีทั้งหลายที่กำลังโด่งดังอยู่ในขณะนี้มีระดับฟอสเฟตสูงเกินขีดจำกัด
นักวิจัยพบว่าระดับฟอสเฟตที่สูงเกินขนาดนี้มีส่วนในการเร่งกระบวนการแก่ชรา นอกจากนั้นยังมีส่วนในการเพิ่มโรคที่สัมพันธ์กับอายุ เช่น โรคไตเรื้อรัง และโรคกล้ามเนื้อและผิวหนังฝ่อลีบรุนแรง (ใครที่กินมานานสังเกตุดูเอาเองได้) ลองไปอ่านงานวิจัยเยอะๆ ครับ ท่านต่อไปนี้ก็ไม่เลวครับ
M. Shawkat Razzaque นักศึกษาแพทย์ระดับปริญญาเอก จากภาควิชาโรคติดเชื้อและภูมิคุ้มกันวิทยา กล่าวว่า เราควรทานอาหารที่มีประโยชน์ อาหารที่มีระดับฟอตเฟตเหมาะสมจะช่วยให้เรามีสุขภาพแข็งแรงและอายุยืนขึ้น การหลีกเลี่ยงพิษจากฟอตเฟตจะช่วยให้ชีวิตเรามีความสุขขึ้น
Razzaque และคณะ ก็เขียนไว้น่าอ่าน
นายแพทย์ Gerald Weissmann บรรณาธิการวารสาร FASEB กล่าวว่า โซดาเป็นเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนชนิดหนึ่งซึ่งผู้คนทั่วโลกหลายล้านคนนิยมบริโภค โดยลืมนึกถึงพิษภัยจากฟอสเฟตที่ปนเปื้อนมาด้วย งานวิจัยนี้เป็นตัวอย่างหนึ่งที่บอกเราว่าความสมดุลของฟอสฟอรัสในร่างกายมีอิทธิพลต่อกระบวนการแก่ชรา การบริโภคอาหารขยะพวกนี้ก็เหมือนกับการเร่งร่างกายให้แก่เร็วขึ้นนั่นเอง (เริ่มเสียวหรือยังครับท่าน)
ทั้งนี้ทั้งจุดประสงค์ของบทความนี้ต้องการเพียงแค่ อยากให้เพื่อนๆ มีความเข้าใจที่ถูกต้องและพิจารณาด้วยเหตุผลว่าอะไรควรเชื่อหรือไม่ควรเชื่อ ควรแชร์หรือไม่ควรแชร์ หาความรู้ให้มาก อ่านงานวิจัยสัก 30 เล่มก็น่าจะดี การแชร์เรื่องที่เกี่ยวกับสุขภาพร่างกายที่มันไม่จริง แทนที่จะเป็นผลดี กลับจะเป็นผลเสียหากว่าผู้ที่เชื่อบางรายนำไปปฏิบัติอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์ แทนที่ผู้ที่แชร์หรือเผยแพร่จะได้บุญกุศลกลับกลายเป็นสร้างเคราะห์กรรมซ้ำเติมให้กับผู้ที่คุณรัก ผมยืนยันว่า ทั้งหมดนี้ ห่วงใย ครับ
ประโยชน์ของอัลมอนด์
25 Jul 2014
งานนี้ส่งถึงคุณพี่ Kanchit Rattanaphan ที่ผมรัก เคารพครับ ไม่ทราบว่าคุณพี่ท่านจะพอจำผมได้หรือไม่(แต่ช่างเถอะครับ) รวมไปถึงท่านที่เลี่ยงอาหารขยะไม่ได้จริงๆ ต้นเหตุเหรอครับ คุณพี่ท่านมักจะโพสต์ชวนทานโน่นนีี่ๆนั่นเป็นประจำ ผมเห็นแล้วก็อดเป็นห่วงไม่ได้ เพราะส่วนใหญ่มันไม่ค่อยดีต่อสุขภาพสักเท่าไหร่ครับ ซึ่งมักจะเป็นอาหารกลุ่ม พลังงาน โปรตีน และไขมัน และขาดวิตามินกับเกลือแร่ และถ้าคุณพี่ท่านทานแบบนี้บ่อย ๆ ค่า pH ของร่างกายจะมีความเป็นกรดได้ง่าย สิ่งที่ตามมาก็อืกเยอะครับ ผมให้เริ่มที่ปวดเมื่อยต้นคอก่อน ตามมาด้วยปวดไหล่ และอีกเยอะครับ หลังจากที่ใคร่ครวญจนถ้วนถี่ ไอ้นี่ครับมันเหมาะกับคุณพี่และทุกคน ยิ่งคนอ้วนหน่อยยิ่งเหมาะครับ ที่บ้านผม ๆ จะมี 3 กระปุกครับ หน้าบ้าน 1 ในครัว 1 ในรถอีก1ไม่แนะนำให้ซื้อสำเร็จรูปครับ ปริมาณโซเดียมเยอะไป อีกอย่างส่วนใหญ่ใช้นำ้มันปาล์ม แนะนำให้คั่วไฟอ่อนๆพอสุกแล้วตั้งทิ้งไว้ให้ความร้อนที่ค้างอยู่ในเมล็ดทำงานต่อ ส่วนผม ผมใช้ฝาอบไฟฟ้าครับ ตั้งความร้อนที่ 200 เวลา5 นาที แล้วไปคลุกเกลืออบต่ออีก 5 นาที ถ้ายังไม่สุกดีก็ต่ออีก 5 นาทีครับ อย่าใช้ไมโครเวฟนะครับ ผมจะฆ่ามันในโอกาศหน้าครับ มาดูกันครับคุณพี่ว่าทำไมผมจึงแนะนำสิ่งนี้ครับ (ผมซื้อในแม็คโคร ตอนนี้ ครึ่งโล 209 บาทครับและทาน 5 เมล็ดหลังอาหารทุกมื้อ แต่เวลาหิวตอนขับรถ ก็หมดกระป๋องครับ)
ประโยชน์ของอัลมอนด์
1. อัลมอนด์ ประโยชน์ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย
2. ช่วยในการชะลอวัยและการเกิดริ้วรอยแห่งวัยได้ดี
3. ประโยชน์ของอัลมอนด์ ช่วยเพิ่มพลังงานให้กับร่างกาย
4. ช่วยบำรุงระบบประสาท และช่วยเพิ่มสติปัญญาและสมาธิให้มากขึ้น
5. ช่วยในการทำงานของสมอง ช่วยป้องกันการเกิดโรคอัลไซเมอร์
6. ช่วยเสริมสร้างเซลล์และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นผิวพรรณ เส้นผม เล็บ ฯลฯ
7. การรับประทานอัลมอนด์เป็นประจำจะช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจวายได้ถึง 50%
8. ในเปลือกอัลมอนด์มี ฟลาโวนอยส์ (Flavonoids) ที่สามารถทำงานร่วมกับวิตามินอี ในการช่วยปกป้องผนังหลอดเลือด จึงทำให้ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ (งานวิจัยจาก Tufts University)
9. ช่วยบำรุงและเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง ช่วยลดความเสี่ยงของโรคกระดูกพรุน
10. ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ป้องกันการเกิดโรคเบาหวานได้ถึง 30-50% เพราะช่วยในการหลั่งอินซูลินหลังอาหาร ทำให้น้ำตาลในกระแสเลือดที่เพิ่มขึ้นถูกดูดซึมเก็บไว้ที่ตับและเนื้อเยื่ออื่นๆ จึงมีผลทำให้สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดได้
11. อัลมอนด์ลดน้ําหนัก จากงานวิจัยหลายอย่างระบุว่า ผู้ที่รับประทานถั่วหรืออัลมอนด์เป็นประจำ จะมีน้ำหนักตัวลดลงโดยเฉลี่ยมากกว่าผู้ที่ไม่เคยรับประทานถั่ว โดยผู้ที่รับประทานถั่วอัลมอนด์อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ร้อยละ 31% พบว่ามีน้ำหนักตัวที่ลดลง ถึงแม้ว่าถั่วอัลมอนด์จะมีไขมันที่สูงมากก็ตาม (บทความจาก WHFoods)
12. อัลมอนด์ลดความอ้วน ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในร่างกาย ช่วยเพิ่มระดับไขมันดี (HDL)และลดระดับไขมันเลว (LDL) ในร่างกาย ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยงานวิจัยจากสถาบันชั้นนำในอเมริกาและยุโรปพบว่าการรับประทานอัลมอนด์วันละ 1 หยิบมือจะช่วยลดระดับไขมันเลวได้ถึง 4.4% แต่ถ้ารับประทานวันละ 2 หยิบมือก็จะช่วยลดระดับไขมันเลวได้ 9.4%
13. สรรพคุณ อัลมอนด์ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้เป็นอย่างดี
14. สรรพคุณของอัลมอนด์ ช่วยป้องกันอาการท้องผูก เนื่องจากอัลมอนด์มีเส้นใยอาหารในปริมาณมาก มันจึงช่วยในการขับถ่ายและป้องกันอาการท้องผูกได้เป็นอย่างดี
15. อัลมอนด์ สรรพคุณช่วยป้องกันการเกิดโรคนิ่ว จากฐานข้อมูลจากNurses’ Health Study จากผู้หญิงกว่า 80,000 รายแสดงให้เห็นว่าผู้หญิงที่รับประทานถั่วอย่างน้อย 1 ออนซ์ต่อสัปดาห์จะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคนิ่วได้ถึง 25%
16. อัลมอนด์ เป็นถั่วที่มีโปรตีนสูงมาก ซึ่งมีประโยชน์ในเรื่องของการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ สร้างความเจริญเติบโต ให้พลังงานแก่ร่างกาย ช่วยรักษาสมดุลของกรดด่างในร่างกาย ฯลฯ
17. เมล็ดอัลมอนด์ มีโพสแทสเซียมสูง ซึ่งเป็นตัวช่วยในการควบคุมความดันโลหิต
18. การรับประทานอัลมอนด์จะช่วยลดการกินจุบจิบ และการรับประทานทุกวันก็จะช่วยระงับความหิวได้เป็นอย่างดี ถือว่าเป็นการไดเอทไปด้วยในตัวเลยทีเดียว
19. สำหรับผู้ที่กังวลเรื่องน้ำหนักตัว คุณสามารถรับประทานถั่วอัลมอนด์แทนของหวานหรือขนมขบเคี้ยวในระหว่างวันได้อย่างสบายใจ นอกจากจะไม่ทำให้อ้วนแล้วยังได้คุณค่าจากธรรมชาติไปเต็มๆ และยังช่วยลดน้ำหนักไปในตัวด้วย
20. นอกจากนี้อัลมอนด์ยังเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับหญิงตั้งครรภ์ เพราะถั่วชนิดอุดมไปด้วยกรดโฟลิกที่จำเป็นอย่างมากสำหรับเด็กทารกในครรภ์
21. เมล็ดอัลมอนด์สามารถนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลายอย่าง เช่น อัลมอนด์อบเกลือ อัลมอนด์อบเนย คุกกี้อัลมอนด์ เค้กอัลมอนด์ น้ำมันอัลมอนด์ ฯลฯ
คุณค่าทางโภชนาการของอัลมอนด์ ต่อ 100 กรัม
• พลังงาน 576 กิโลแคลอรี่
• คาร์โบไฮเดรต 21.69 กรัม
• แป้ง 0.74 กรัม
• น้ำตาล 3.89 กรัม
• แล็กโทส 0.00 กรัม
• เส้นใย 12.2 กรัม
• ไขมัน 49.42 กรัม
• กรดไขมันอิ่มตัว 3.731 กรัม
• กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว 30.889 กรัม
• กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน 12.070 กรัม
• โปรตีน 21.22 กรัม
• ทริปโตเฟน 0.214 กรัม
• ทรีโอนีน 0.598 กรัม
• ไอโซลิวซีน 0.702 กรัม
• ลิวซีน 1.488 กรัม
• ไลซีน 0.580 กรัม
• เมทไธโอนีน 0.151 กรัม
• ซีสทีน 0.189 กรัม
• ฟีนิลอะลานีน 1.120 กรัม
• ไทโรซีน 0.452 กรัม
• วาลีน 0.817 กรัม
• อาร์จินีน 2.446 กรัม
• ฮีสติดีน 0.557 กรัม
• อะลานีน 1.027 กรัม
• กรดแอสพาร์ติก 2.911 กรัม
• กรดกลูตามิก 6.810 กรัม
• ไกลซีน 1.469 กรัม
• โพรลีน 1.032 กรัม
• ซีรีน 0.948 กรัม
• น้ำ 4.70 กรัม
• วิตามินเอ 1 หน่วยสากล
• เบต้าแคโรทีน 1 ไมโครกรัม (0%)
• ลูทีน และ ซีแซนทีน 1 ไมโครกรัม
• วิตามินบี1 0.211 มิลลิกรัม 18%
• วิตามินบี2 1.014 มิลลิกรัม 85%
• วิตามินบี3 3.385 มิลลิกรัม 23%
• วิตามินบี5 0.469 มิลลิกรัม 9%
• วิตามินบี6 0.143 มิลลิกรัม 11%
• วิตามินบี9 50 ไมโครกรัม 13%
• โคลีน 52.1 มิลลิกรัม 11%
• วิตามินอี 26.2 มิลลิกรัม 175%
• วิตามินเค 0.0 ไมโครกรัม 0%
• ธาตุแคลเซียม 264 มิลลิกรัม 26%
• ธาตุเหล็ก 3.72 มิลลิกรัม 29%
• ธาตุแมกนีเซียม 268 มิลลิกรัม 75%
• ธาตุแมงกานีส 2.285 มิลลิกรัม 109%
• ธาตุฟอสฟอรัส 484 มิลลิกรัม 69%
• ธาตุโพแทสเซียม 705 มิลลิกรัม 15%
• ธาตุโซเดียม 1 มิลลิกรัม 0%
• ธาตุสังกะสี 3.08 มิลลิกรัม 32%
% ร้อยละของปริมาณแนะนำที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันสำหรับผู้ใหญ่ (ข้อมูลจาก : USDA Nutrient database)
คำแนะนำ สำคัญ : แม้ว่าอัลมอนด์จะมีประโยชน์มากก็จริง แต่มันก็มีข้อเสียที่คุณควรจะรู้ไว้ เนื่องจากถั่วชนิดนี้มีของสารออกซาเลต (Oxalates) ซึ่งการได้รับเข้าไปในปริมาณอาจจะไม่เป็นผลดีกับร่างกายสำหรับผู้ที่มีปัญหาโรคไตหรือถุงน้ำดีควรจะหลีกเลี่ยงการรับประทานอัลมอนด์ไว้ก็จะดีที่สุดครับ
หวังว่าคงได้ประโยชน์กันทุกท่านทุกคนนะครับ
2. ช่วยในการชะลอวัยและการเกิดริ้วรอยแห่งวัยได้ดี
3. ประโยชน์ของอัลมอนด์ ช่วยเพิ่มพลังงานให้กับร่างกาย
4. ช่วยบำรุงระบบประสาท และช่วยเพิ่มสติปัญญาและสมาธิให้มากขึ้น
5. ช่วยในการทำงานของสมอง ช่วยป้องกันการเกิดโรคอัลไซเมอร์
6. ช่วยเสริมสร้างเซลล์และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นผิวพรรณ เส้นผม เล็บ ฯลฯ
7. การรับประทานอัลมอนด์เป็นประจำจะช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจวายได้ถึง 50%
8. ในเปลือกอัลมอนด์มี ฟลาโวนอยส์ (Flavonoids) ที่สามารถทำงานร่วมกับวิตามินอี ในการช่วยปกป้องผนังหลอดเลือด จึงทำให้ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ (งานวิจัยจาก Tufts University)
9. ช่วยบำรุงและเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง ช่วยลดความเสี่ยงของโรคกระดูกพรุน
10. ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ป้องกันการเกิดโรคเบาหวานได้ถึง 30-50% เพราะช่วยในการหลั่งอินซูลินหลังอาหาร ทำให้น้ำตาลในกระแสเลือดที่เพิ่มขึ้นถูกดูดซึมเก็บไว้ที่ตับและเนื้อเยื่ออื่นๆ จึงมีผลทำให้สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดได้
11. อัลมอนด์ลดน้ําหนัก จากงานวิจัยหลายอย่างระบุว่า ผู้ที่รับประทานถั่วหรืออัลมอนด์เป็นประจำ จะมีน้ำหนักตัวลดลงโดยเฉลี่ยมากกว่าผู้ที่ไม่เคยรับประทานถั่ว โดยผู้ที่รับประทานถั่วอัลมอนด์อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ร้อยละ 31% พบว่ามีน้ำหนักตัวที่ลดลง ถึงแม้ว่าถั่วอัลมอนด์จะมีไขมันที่สูงมากก็ตาม (บทความจาก WHFoods)
12. อัลมอนด์ลดความอ้วน ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในร่างกาย ช่วยเพิ่มระดับไขมันดี (HDL)และลดระดับไขมันเลว (LDL) ในร่างกาย ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยงานวิจัยจากสถาบันชั้นนำในอเมริกาและยุโรปพบว่าการรับประทานอัลมอนด์วันละ 1 หยิบมือจะช่วยลดระดับไขมันเลวได้ถึง 4.4% แต่ถ้ารับประทานวันละ 2 หยิบมือก็จะช่วยลดระดับไขมันเลวได้ 9.4%
13. สรรพคุณ อัลมอนด์ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้เป็นอย่างดี
14. สรรพคุณของอัลมอนด์ ช่วยป้องกันอาการท้องผูก เนื่องจากอัลมอนด์มีเส้นใยอาหารในปริมาณมาก มันจึงช่วยในการขับถ่ายและป้องกันอาการท้องผูกได้เป็นอย่างดี
15. อัลมอนด์ สรรพคุณช่วยป้องกันการเกิดโรคนิ่ว จากฐานข้อมูลจากNurses’ Health Study จากผู้หญิงกว่า 80,000 รายแสดงให้เห็นว่าผู้หญิงที่รับประทานถั่วอย่างน้อย 1 ออนซ์ต่อสัปดาห์จะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคนิ่วได้ถึง 25%
16. อัลมอนด์ เป็นถั่วที่มีโปรตีนสูงมาก ซึ่งมีประโยชน์ในเรื่องของการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ สร้างความเจริญเติบโต ให้พลังงานแก่ร่างกาย ช่วยรักษาสมดุลของกรดด่างในร่างกาย ฯลฯ
17. เมล็ดอัลมอนด์ มีโพสแทสเซียมสูง ซึ่งเป็นตัวช่วยในการควบคุมความดันโลหิต
18. การรับประทานอัลมอนด์จะช่วยลดการกินจุบจิบ และการรับประทานทุกวันก็จะช่วยระงับความหิวได้เป็นอย่างดี ถือว่าเป็นการไดเอทไปด้วยในตัวเลยทีเดียว
19. สำหรับผู้ที่กังวลเรื่องน้ำหนักตัว คุณสามารถรับประทานถั่วอัลมอนด์แทนของหวานหรือขนมขบเคี้ยวในระหว่างวันได้อย่างสบายใจ นอกจากจะไม่ทำให้อ้วนแล้วยังได้คุณค่าจากธรรมชาติไปเต็มๆ และยังช่วยลดน้ำหนักไปในตัวด้วย
20. นอกจากนี้อัลมอนด์ยังเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับหญิงตั้งครรภ์ เพราะถั่วชนิดอุดมไปด้วยกรดโฟลิกที่จำเป็นอย่างมากสำหรับเด็กทารกในครรภ์
21. เมล็ดอัลมอนด์สามารถนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลายอย่าง เช่น อัลมอนด์อบเกลือ อัลมอนด์อบเนย คุกกี้อัลมอนด์ เค้กอัลมอนด์ น้ำมันอัลมอนด์ ฯลฯ
คุณค่าทางโภชนาการของอัลมอนด์ ต่อ 100 กรัม
• พลังงาน 576 กิโลแคลอรี่
• คาร์โบไฮเดรต 21.69 กรัม
• แป้ง 0.74 กรัม
• น้ำตาล 3.89 กรัม
• แล็กโทส 0.00 กรัม
• เส้นใย 12.2 กรัม
• ไขมัน 49.42 กรัม
• กรดไขมันอิ่มตัว 3.731 กรัม
• กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว 30.889 กรัม
• กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน 12.070 กรัม
• โปรตีน 21.22 กรัม
• ทริปโตเฟน 0.214 กรัม
• ทรีโอนีน 0.598 กรัม
• ไอโซลิวซีน 0.702 กรัม
• ลิวซีน 1.488 กรัม
• ไลซีน 0.580 กรัม
• เมทไธโอนีน 0.151 กรัม
• ซีสทีน 0.189 กรัม
• ฟีนิลอะลานีน 1.120 กรัม
• ไทโรซีน 0.452 กรัม
• วาลีน 0.817 กรัม
• อาร์จินีน 2.446 กรัม
• ฮีสติดีน 0.557 กรัม
• อะลานีน 1.027 กรัม
• กรดแอสพาร์ติก 2.911 กรัม
• กรดกลูตามิก 6.810 กรัม
• ไกลซีน 1.469 กรัม
• โพรลีน 1.032 กรัม
• ซีรีน 0.948 กรัม
• น้ำ 4.70 กรัม
• วิตามินเอ 1 หน่วยสากล
• เบต้าแคโรทีน 1 ไมโครกรัม (0%)
• ลูทีน และ ซีแซนทีน 1 ไมโครกรัม
• วิตามินบี1 0.211 มิลลิกรัม 18%
• วิตามินบี2 1.014 มิลลิกรัม 85%
• วิตามินบี3 3.385 มิลลิกรัม 23%
• วิตามินบี5 0.469 มิลลิกรัม 9%
• วิตามินบี6 0.143 มิลลิกรัม 11%
• วิตามินบี9 50 ไมโครกรัม 13%
• โคลีน 52.1 มิลลิกรัม 11%
• วิตามินอี 26.2 มิลลิกรัม 175%
• วิตามินเค 0.0 ไมโครกรัม 0%
• ธาตุแคลเซียม 264 มิลลิกรัม 26%
• ธาตุเหล็ก 3.72 มิลลิกรัม 29%
• ธาตุแมกนีเซียม 268 มิลลิกรัม 75%
• ธาตุแมงกานีส 2.285 มิลลิกรัม 109%
• ธาตุฟอสฟอรัส 484 มิลลิกรัม 69%
• ธาตุโพแทสเซียม 705 มิลลิกรัม 15%
• ธาตุโซเดียม 1 มิลลิกรัม 0%
• ธาตุสังกะสี 3.08 มิลลิกรัม 32%
% ร้อยละของปริมาณแนะนำที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันสำหรับผู้ใหญ่ (ข้อมูลจาก : USDA Nutrient database)
คำแนะนำ สำคัญ : แม้ว่าอัลมอนด์จะมีประโยชน์มากก็จริง แต่มันก็มีข้อเสียที่คุณควรจะรู้ไว้ เนื่องจากถั่วชนิดนี้มีของสารออกซาเลต (Oxalates) ซึ่งการได้รับเข้าไปในปริมาณอาจจะไม่เป็นผลดีกับร่างกายสำหรับผู้ที่มีปัญหาโรคไตหรือถุงน้ำดีควรจะหลีกเลี่ยงการรับประทานอัลมอนด์ไว้ก็จะดีที่สุดครับ
หวังว่าคงได้ประโยชน์กันทุกท่านทุกคนนะครับ
สะเก็ดเงิน
26 Jul 2014
วันนี้ผมมีความทุกข์ใจอยู่พอสมควร ด้วยหลายประ แต่ละเรื่องล้วนไม่เกี่ยวกับตัวผมแทบทั้งสิ้น ถ้าผมเพียงบำเพ็ญ อุเบกขาให้ถึงขีดสุด ก็ตัวผมเท่านั้นที่สงบ สบาย แต่เมื่อวิปัสนาถึง พรหมวิหารทั้งสีแล้ว ก็เลยต้องมานั่งพิมพ์อยู่นี่แหละครับ วันนี้ผมทราบข่าวว่าคนใกล้บ้านผูกคอตายด้วยเหตุจากการเป็นโรคสะเก็ดเงิน รักษามาหลายปี ทั่วไทย ยาที่บ้านมีเป็นเข่ง รวมถึงไสยศาสตร์ ผมรู้สึกทุกข์ใจไปพักใหญ่ แล้วก็นึกตำหนิ วงการสาธารณะสุขไทยว่าไอ้โรคกระจอกแค่นี้ต้องทำให้เขาตัดสินใจฆ่าตัวตายกันเลยหรือ วันนี้ผมขอลงสองภาพ ภาพหนังสือที่เห็นนั้นเป็นตำราที่อารยะประเทศเขาใช้บำบัด Psoriasis ก็โรคนี้แหละครับ วันนี้ขออาสาเป็นผู้ดำเนินรายการ " หมอนอกกะลา " เพื่อพาหมอที่เช้าอยู่คลินิค สายเข้าเวร เที่ยง อยู่คลินิค บ่ายเข้าเวร ค่ำอยู่คลินิค แล้วก็ทำให้โรงพยาบาลไม่มีที่จะจอดรถ
ทั้งหลาย รวมถึงเราๆท่านๆทีกำลังเผชิญโรคนี้อยู่ได้เป็นสิ่งที่มีอยู่จริงบนโลกใบนี้ และลบล้างความเชื่อหมอไทยว่าโรคนี้รักษาไม่หายเสียที ส่วนภาพเด็กสาวคนนี้อาจจะเป็นญาติใครผมไม่ทราบ แต่เธอเป็นผู้ป่วยที่ผมบำบัดหายดีแล้วจาก Psoriasis เธอบอกว่าๆทานยามาตั้งแต่เด็กก็ไม่หาย สิ่งเดียวที่เธอโกรธผมคือ เธอไม่ได้เกาศีรษะอีกแล้ว เธอติดการเกาศีรษะเข้าแล้วครับ จากนี้ชีวิตเธอก็ไม่ต้องจบลงเช่นคนเมื่อเช้านี้ ผมโกรธหมอจนอยากใช้คำหยาบๆคายๆเพื่อให้ได้สะใจผม แต่นี่เป็นสื่อสาธารณะ เมื่อวิปัสนาแล้ว และเห็นว่าไม่ควรเป็นอย่างยิ่ง และต่อไปนี้เป็นความรู้ ทั้งของไทยที่รักษาปลายเหตุ และของอารยะประเทศที่เขารักษาผู้ป่วยเขาหายครับ
ทั้งหลาย รวมถึงเราๆท่านๆทีกำลังเผชิญโรคนี้อยู่ได้เป็นสิ่งที่มีอยู่จริงบนโลกใบนี้ และลบล้างความเชื่อหมอไทยว่าโรคนี้รักษาไม่หายเสียที ส่วนภาพเด็กสาวคนนี้อาจจะเป็นญาติใครผมไม่ทราบ แต่เธอเป็นผู้ป่วยที่ผมบำบัดหายดีแล้วจาก Psoriasis เธอบอกว่าๆทานยามาตั้งแต่เด็กก็ไม่หาย สิ่งเดียวที่เธอโกรธผมคือ เธอไม่ได้เกาศีรษะอีกแล้ว เธอติดการเกาศีรษะเข้าแล้วครับ จากนี้ชีวิตเธอก็ไม่ต้องจบลงเช่นคนเมื่อเช้านี้ ผมโกรธหมอจนอยากใช้คำหยาบๆคายๆเพื่อให้ได้สะใจผม แต่นี่เป็นสื่อสาธารณะ เมื่อวิปัสนาแล้ว และเห็นว่าไม่ควรเป็นอย่างยิ่ง และต่อไปนี้เป็นความรู้ ทั้งของไทยที่รักษาปลายเหตุ และของอารยะประเทศที่เขารักษาผู้ป่วยเขาหายครับ
โรคสะเก็ดเงิน ( Psoriasis ) เป็น โรคผิวหนังอักเสบเรื้อรังที่พบได้บ่อย บางคนอาจเรียก โรคสะเก็ดเงิน ว่า เรื้อนกวาง เหตุที่เรียกว่า โรคสะเก็ดเงิน เพราะผื่นที่เกิดขึ้นจะเป็นตุ่มสีแดงมีขอบชัด และบนผื่นจะมีขุยสีขาว ดูเหมือนมีสะเก็ดสีขาวคล้ายเงินปกคลุมอยู่ ทำให้มีการเรียกชื่อโรคนี้ว่า โรคสะเก็ดเงิน ตามลักษณะของผื่นนั่นเอง
สาเหตุ
โรคนี้ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด เชื่อว่าอาจเกี่ยวข้องกับความผิดปกติทางพันธุกรรม และยังพบว่ายังเกี่ยวข้องกับความผิดปกติอื่นๆ เช่น ความผิดปกติใน metabolism ของ Arachidonic acid และความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันของผิวหนัง บริเวณรอยโรคของ Psoriasis เซลล์ผิวหนังในชั้น epidermis มีการแบ่งตัวเร็วกว่าปกติหลายเท่า และเคลื่อนตัวมาที่ผิวนอกภายในเวลา 4วัน (ปกติใช้เวลา 28วัน) ทำให้ผิวหนังหนาเป็นปื้น แต่เซลล์ผิวหนังขาดแรงยึดเหนี่ยวกันตามปกติ ทำให้ keratin หลุดลอกออกเป็นแผ่นๆได้ง่าย มักพบมีอาการกำเริบเวลามีภาวะเครียดทางกาย และจิตใจที่มากเกินไป การติดเชื้อ การได้รับบาดเจ็บ การขูดข่วนผิวหนัง การแพ้แดด การแพ้ยา (เช่น Chloroquin, Beta-Blocker, Contraceptive, NSAIDs)
ชนิดของ โรคสะเก็ดเงิน
ประเภทของ โรคสะเก็ดเงิน แบ่งได้ตามลักษณะของผื่น คือ
Plaque
เป็น โรคสะเก็ดเงิน ที่พบได้บ่อยที่สุด ลักษณะเป็นผื่นแดงนูนหนา มีขอบชัดเจน บนผื่นจะมีขุยสีขาวเงิน ซึ่งสะเก็ดนี้เป็นเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้ว ผิวหนังบริเวณผื่นมักจะแห้ง คัน และเกิดเป็นแผลได้ง่าย แพทย์เรียกชนิดนี้ว่า psoriasis vulgaris
Guttate
เป็น โรคสะเก็ดเงิน ที่มีผื่นเหมือนรูปหยดน้ำสีแดง ๆ เล็ก ๆ พบมากที่ลำตัว แขน ขา โดยผื่นนี้จะไม่หนาเท่าชนิด Plaque ผื่นสามารถเกิดขึ้นได้หากผิวหนังติดเชื้อ มักพบในเด็กและวัยรุ่น
Inverse
เป็น สะเก็ดเงิน ที่มักพบในคนอ้วนที่มีเหงื่อออกมาก และระคายเคือง ลักษณะผื่นจะราบเรียบ ผิวแห้ง อักเสบแดง ไม่มีขุย และไม่หนา มักพบตามข้อพับ รักแร้ เต้านม ก้น
Erythrodermic
เป็น โรคสะเก็ดเงิน ชนิดที่พบได้น้อยที่สุด มักพบในผู้ป่วยที่เป็นโรคสะเก็ดเงินที่ผื่นสะเก็ดเงินหลุดง่าย โดยผื่นชนิดนี้จะแดง กระจายไปทั่ว และมักจะมีอาการบวม ปวด และคันร่วมด้วย
Generalized Pustular
เป็นผื่นสะเก็ดเงินแดง บวมปวด และมีตุ่มหนองเกิดขึ้น หากแผลแห้งแล้วก็สามารถกลับมาเป็นหนองได้อีก
Localized Pustular
เป็น โรคสะเก็ดเงิน ที่มีผื่นตุ่มหนองเกิดขึ้นที่บริเวณมือและเท้า ขนาดประมาณครึ่งเซนติเมตร
อาการของ โรคสะเก็ดเงิน
อาการ สะเก็ดเงิน มักจะเกิดเป็นผื่นแบบเป็น ๆ หาย ๆ ซึ่งโรคสะเก็ดเงิน จะกำเริบได้ เมื่อผิวหนังบาดเจ็บ เช่นจากการเกา ผิวไหม้จากแดด ติดเชื้อไวรัส หรือแพ้ยา โดยจะมีอาการดังนี้
ผิวหนัง
จะเริ่มเป็นผื่นเล็ก ๆ สีแดง มีขอบชัดเจน รูปทรงกลมหรือรูปไข่ และมีขุย หรือสะเก็ดสีขาวเงินติดอยู่ หากแกะขุยจะมีเลือดออก ก่อนที่ผื่นจะขยายวงกว้างออกไป ทั้งในรูปก้นหอย หรือหยดน้ำ มักเกิดที่ศอก เข่า ขา แขน คอ ศีรษะ
เล็บ
เล็บของผู้ที่เป็น สะเก็ดเงิน จะเป็นหลุมเล็ก ๆ ขรุขระ หรือมีการหนาตัวอยู่ในเล็บ หากเป็นมาก เล็บจะผุ ร่อนออกมาจากพื้นเล็บได้
ข้อ
ผู้ที่เป็น สะเก็ดเงิน หลังจากมีผื่นขึ้นตามลำตัวแล้ว จะเริ่มปวดข้อเล็ก ๆ ตั้งแต่ปลายนิ้วมือ เท้า มักเป็นสองข้าง บางครั้งอาจปวดตามข้อใหญ่ เช่น ข้อมือ ข้อเท้า ข้อเข่า ข้อหลัง โดยอาการที่มักพบคือ ปวดข้อ บริเวณรอบข้อ ข้อติดในตอนเช้า หากไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างถูกต้อง อาจทำให้ข้อพิการได้
โรคสะเก็ดเงิน
ความรุนแรงของ โรคสะเก็ดเงิน
เราสามารถแบ่งความรุนแรงของ โรคสะเก็ดเงิน ได้ 3 ระดับ คือ
Mild Psoriasis คือ โรคสะเก็ดเงิน ที่มีผื่นขึ้นน้อยกว่า 2% มักพบเป็นแห่ง ๆ เช่น เข่า ข้อศอก หนังศีรษะ รักษาได้โดยการทายา
Moderate Psoriasis คือ โรคสะเก็ดเงิน ที่มีผื่นขึ้นอยู่ระหว่าง 2-10% โดยมากมักขึ้นที่แขน ขา ลำตัว หนังศีรษะ รักษาได้โดยการทายาและรับประทานยา
Severe Psoriasis คือ โรคสะเก็ดเงิน ที่มีผื่นขึ้นมากกว่า 10% ทำให้ผิวหนังแดง เป็นตุ่มหนอง ผิวหนังหลุดลอก และผู้ป่วยมักจะมีอาการข้ออักเสบด้วย
การรักษา โรคสะเก็ดเงิน
การรักษา โรคสะเก็ดเงิน แบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน โดยจะรักษาตามขั้นตอน ตั้งแต่ ขั้นที่ 1 เมื่อไม่ได้ผลจึงไปขั้นที่ 2 และขั้นที่ 3
ขั้นที่ 1 การใช้ยา
ยาที่ใช้รักษา โรคสะเก็ดเงิน นิยมใช้ยาต่าง ๆ ดังนี้
ยาทาสเตียรอยด์
เป็นยาที่นิยมใช้รักษา โรคสะเก็ดเงิน มากที่สุด มีหลายรูปแบบ การใช้ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่เป็น เช่น หากผู้ป่วยมีผื่นหนาที่แขน ขา มือเท้า ให้ใช้ยาในรูปขี้ผึ้ง หากมีผื่นบางที่ใบหน้า ข้อพับ ไม่ควรใช้ยาขี้ผึ้ง เพราะฤทธิ์แรงเกินไป แต่หากมีผื่นหนาที่ศีรษะให้ใช้ยาในรูปแบบครีมเหลว หรือครีมน้ำนม แต่หากผื่นบนศีรษะบาง ให้ใช้ยาน้ำ เพื่อให้ซึมเข้าสู่ศีรษะได้ดีกว่า ส่วนยาประเภททาน และฉีด ห้ามใช้กับผู้ป่วย โรคสะเก็ดเงิน เพราะอาจเกิดตุ่มหนอง ผื่นทั่วตัว รุนแรงกว่าเดิม
ข้อดีของยาทาสเตียรอยด์ หาซื้อได้ง่าย ผื่นยุบเร็ว แต่ข้อเสียคือ หากใช้นานอาจทำให้เกิดภาวะดื้อยาได้ และหากหยุดยา อาจกลับมาเป็นผื่นได้ใหม่ และรุนแรงขึ้น นอกจากนี้หากยามีฤทธิ์แรงจะทำให้ต่อมหมวกไตมีปัญหา และส่งผลต่ออวัยวะอื่น ๆ
ยากลุ่มอนุพันธ์ของวิตามิน ดี 3 (Calcipotriene)
เป็นยารูปแบบวิตามินดี ลักษณะเป็นครีม ราคาค่อนข้างแพง เหมาะกับผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงิน ที่เป็นน้อยจนถึงปานกลาง แต่ไม่ควรใช้ร่วมกับยาชนิดอื่น และไม่ควรใช้มาก เนื่องจากอาจเกิดการระคายเคืองได้ จึงไม่ควรใช้บริเวณใบหน้า ข้อพับ อวัยวะเพศ
ยากลุ่มน้ำมันดิน
เป็นสารเคมีกลุ่มไฮโดรคาร์บอน ที่ได้มาจากธรรมชาติ ผู้ที่เป็นผื่นที่หนังศีรษะ สามารถใช้ แชมพูผสมน้ำมันดิน (Tar Shampoo) ช่วยรักษา โรคสะเก็ดเงิน ได้ ส่วน ครีมผสมน้ำมันดิน ก็ใช้รักษาผื่นที่ฝ่ามือและฝ่าเท้าได้ดี ข้อดี คือ โอกาสที่ผื่น และผิวหนังอักเสบจะกลับมาเป็นใหม่ เป็นได้ช้ากว่าใช้ยาสเตียรอยด์ แต่ข้อเสียคือ หาซื้อยาก ต้องซื้อตามโรงพยาบาลใหญ่ ๆ และยังมีสีและกลิ่นที่ไม่น่าใช้ ยาออกฤทธิ์ช้าไม่ทันใจ
ยาทากลุ่มเรตินอล วิตามินเอ
ทำเป็นยาเจลทาวันละครั้ง ใช้ได้ดีกับ โรคสะเก็ดเงิน ที่หนังศีรษะและเล็บ โดยมักใช้ร่วมกับยาสเตียรอยด์
แอนทราลีน (Anthralin)
เป็นยาที่ใช้รักษา โรคสะเก็ดเงิน มานานและนิยมใช้มากที่สุด หากผู้ป่วยมีอาการรุนแรงจะใช้รักษาร่วมกับรังสี UV ข้อจำกัดมีเพียงแค่ทำให้เกิดอาการระคายเคือง และทำให้ผิวหนังบริเวณที่ทามีสีคล้ำขึ้น นอกจากนี้ไม่ควรใช้กับผื่นแดงและมีน้ำเหลือง เพราะอาจทำให้โรคกำเริบมากขึ้น และไม่ควรใช้กับผื่นบริเวณหน้า คอ ข้อพับ ขาหนีบ อวัยวะเพศ เพราะจะระคายเคืองได้ง่าย
Salicylic Acid
เป็นยาใช้ละลายขุย ทำให้ผิวหนังนุ่ม ลอกขุยออกได้ง่าย เพราะมีส่วนผสมของกรด อยู่ในรูปครีม หรือขี้ผึ้ง เหมาะใช้กับผื่นที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า แต่ไม่ควรใช้กับข้อพับ และเด็ก เพราะทำให้เกิดการระคายเคืองได้ง่าย
ขั้นที่ 2 การใช้แสงรักษา Phototherpy
Ultraviolet Light B
เป็นการรักษาโดยใช้รังสีอัลตราไวโอเล็ตบี ใช้ได้ดีกับคนที่เป็นมาก โดยมีผลข้างเคียงน้อย คือ จะมีอาการคันและอาการแดงหรือไหม้ของผิวหนัง แต่มีข้อจำกัดคือ ผู้ป่วยต้องมารักษาที่โรงพยาบาล 3-5 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นเวลา 2-3 เดือนติดต่อกัน จากนั้นให้ทำ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์
PUVA
เป็นการรักษา โรคสะเก็ดเงิน โดยใช้แสงอัลตราไวโอเล็ตเอ หรือ PUVA ร่วมกับการใช้ยา psoralen โดยให้ผลดีถึงร้อยละ 75 แต่มีผลข้างเคียงมาก คืออาจทำให้เกิดมะเร็งผิวหนังได้ ดังนั้นควรใช้ในผู้ที่มีอาการรุนแรง และผู้ป่วยจะต้องได้รับการฉายแสง สัปดาห์ละ 2 ครั้ง รักษาประมาณ 20-30 ครั้ง ให้รักษาต่อไปอีก 2-3 เดือน จะลดโอกาสการเกิดซ้ำได้ใหม่
ขั้นที่ 3 การให้ยารับประทาน
ยาที่นิยมใช้ ได้แก่
เมโธเทร็กเซท (Methotrexate)
มักนิยมใช้กับผู้ป่วย โรคสะเก็ดเงิน ที่เป็นรุนแรง ไม่ตอบสนองต่อการรักษาวิธีอื่นโดยใช้การรับประทานและฉีดอาทิตย์ละครั้ง เพราะมีผลข้างเคียงสูง คือ อาจทำให้ผู้ใช้รู้สึกคลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร รวมทั้งอาจทำให้เกิดตับอักเสบ และตับแข็ง ดังนั้นการใช้ยานี้ต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์ และผู้ป่วยต้องตรวจเลือดก่อนการรักษา และหลังการรักษาทุก ๆ 3-4 เดือน
นอกจากนี้ ยาประเภทนี้ยังใช้ไม่ได้กับผู้ป่วยบางประเภท เช่น หญิงตั้งครรภ์ , ผู้ป่วยโรคตับหรือไต, ผู้ป่วยที่มีเม็ดเลือดขาวและเกร็ดเลือดต่ำกว่าปกติ,ผู้ที่ดื่มเหล้ามาก, ผู้ที่ติดเชื้อระยะรุนแรง เป็นต้น
Oral Retinoids
เป็นยาในกลุ่มวิตามินเอ ใช้รักษาโรคสะเก็ดเงินรุนแรง โดยต้องใช้ร่วมกับ UVB และ PUVA ผลข้างเคียงของการใช้ยาคือ ผิวจะแห้ง ลอกเป็นขุย ผมร่วง ทำให้ไขมันในเลือดสูง และตับอักเสบ หากหยุดการรักษาในระยะต้น ๆ จะกลับเป็นปกติได้ หากใช้ยาเกิน 1 ปี อาจทำให้เกิดกระดูกงอกได้
ข้อควรระวังคือ ยานี้ไม่ควรใช้กับสตรีมีครรภ์ เพราะอาจทำให้ทารกพิการ และผู้ใช้ยาห้ามตั้งครรภ์อย่างน้อย 2 ปี เนื่องจากยาสามารถอยู่ในเลือดได้นานถึง 2 ปี และไม่ควรได้รับวิตามินเสริม โดยเฉพาะวิตามินเออีก
ไซโคสปอริน (Cyclosporine)
เป็นยากดภูมิคุ้มกัน ที่ใช้กับผู้ป่วย โรคสะเก็ดเงิน รุนแรง ผลข้างเคียงคือ อาจทำให้เกิดความดันโลหิตสูง เป็นพิษต่อไตได้ ถ้าหยุดยาในระยะต้น ๆ อาจจะสามารถกลับมาเป็นปกติได้ ไม่ควรใช้กับผู้ที่ไตพิการ มีโรคความดันโลหิตสูง เคยเป็นมะเร็งมาก่อน หญิงตั้งครรภ์ หรือกำลังให้นมบุตร ผู้ที่มีความบกพร่องของระบบภูมิคุ้มกัน เป็นต้น
การเลือกใช้ยา ตามตำแหน่งที่เกิดโรค
ศีรษะ
กรณีที่ขุยบนศีรษะไม่หนามาก ให้สระผมด้วยแชมพูที่มีส่วนผสมของน้ำมันดินร้อยละ 2-8 (Tar shampoo) หาขุยหนา ให้ใช้น้ำมันมะกอก หรือขี้ผึ้งผสม 1-3% Salicylic acid นวดหนังศีรษะทิ้งไว้ 4 ชั่วโมง หรือทิ้งไว้ข้ามคืน เพื่อให้หนังศีรษะนุ่มลงก่อน แล้วจึงสระผมด้วยน้ำอุ่นและแชมพูที่มีส่วนผสมของน้ำมันดิน นวดให้ทั่วศีรษะทิ้งไว้ 5 นาทีแล้วล้างน้ำออก ใช้หวีซี่ถี่ ๆ ค่อย ๆ ขูดสะเก็ดบนหนังศีรษะออก อย่าขูดแรง เพราะอาจทำให้ สะเก็ดเงิน ขึ้นมาใหม่ และเมื่อผื่น หรือสะเก็ดเงินหายแล้ว ให้สระผมด้วยแชมพูยาสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง
นอกจากนี้ยังสามารถใช้วิตามินดี (Calcipotriol) นวดศีรษะ เพื่อลดการอักเสบได้
นอกจากนี้ยังสามารถใช้วิตามินดี (Calcipotriol) นวดศีรษะ เพื่อลดการอักเสบได้
เล็บ
การรักษาสะเก็ดเงินที่เล็บ ทำได้โดยการใช้ยาทาสเตียรอยด์ ซึ่งเป็นยาแรง ดังนั้นจึงควรอยู่ในความดูแลของแพทย์ และยังสามารถใช้ยาทากลุ่มวิตามินดี ทาร่วมกันได้ โดยผู้ที่มีขุยที่เล็บ ต้องทำให้ขุยลอกหลุดเสียก่อน ด้วยการใช้ 10-20 % Salicylic acid ในรูปครีมหรือขี้ผึ้งทาทิ้งไว้ข้ามคืน แล้วขูดสะเก็ดออกแล้วจึงทายาสเตรียอยด์หรือ Calcipotriol ointment
ใบหน้า
นิยมใช้ยาสเตียรอยด์ชนิดอ่อน ๆ รักษา เพื่อไม่ให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหน้าที่บอบบาง และไม่ควรใช้ในระยะเวลานาน
คราวนี้มาดู ที่เขารักษาหายกันครับ
• Beta glucans are sugars that are found in the cell walls of bacteria, fungi, yeasts, algae, lichens, and plants, such as oats and barley. They are sometimes used as medicine.
Beta glucans are used for high cholesterol, diabetes, cancer, and HIV/AIDS. Beta glucans are also used to boost the immune system in people whose body defenses have been weakened by conditions such as chronic fatigue syndrome, Psoriasis or physical and emotional stress; or by treatments such as radiation or chemotherapy. Beta glucans are also used for colds (common cold), flu (influenza), H1N1 (swine) flu,allergies, hepatitis, Lyme disease, asthma, ear infections, aging, ulcerative colitisand Crohn's disease, fibromyalgia, rheumatoid arthritis, and multiple sclerosis.
People apply beta glucans to the skin for dermatitis, eczema, wrinkles, bedsores, wounds, burns, diabetic ulcers, and radiation burns.
Healthcare providers sometimes give beta glucans by IV (intravenously) or by injection into the muscle to treat cancer and to boost the immune system in people with HIV/AIDS and related conditions. Beta glucans are also given by IV to prevent infection in people after surgery.
Healthcare providers sometimes give beta glucans by a shot under the skin (subcutaneously) for treating and reducing the size of skin tumors resulting from cancer that has spread.
In manufacturing, beta glucans are used as a food additive in products such as salad dressings, frozen desserts, sour cream, and cheese spreads.
There are several beta glucan supplement products that claim beta glucans taken by mouth can only be absorbed if the product is prepared by a special patented process that “micronizes” beta glucan particles to a size of 1 micron or less. However, there is no reliable evidence to support such a claim.
• How does it work?
• Beta glucans might lower blood cholesterol by preventing the absorption of cholesterol from food in the stomach and intestines, when it is taken by mouth. When given by injection, beta glucans might stimulate the immune system by increasing chemicals which prevent infections.
Likely Effective for:
• High cholesterol. Taking beta glucans made from yeast or barley seems to reduce total cholesterol and LDL cholesterol in people with high cholesterol after several weeks of treatment.
• How does it work?
• Beta glucans might lower blood cholesterol by preventing the absorption of cholesterol from food in the stomach and intestines, when it is taken by mouth. When given by injection, beta glucans might stimulate the immune system by increasing chemicals which prevent infections.
Likely Effective for:
• High cholesterol. Taking beta glucans made from yeast or barley seems to reduce total cholesterol and LDL cholesterol in people with high cholesterol after several weeks of treatment.
Possibly Effective for:
• Increasing survival in people with cancer when given intravenously (by IV) or by injection along with conventional treatment. There is some evidence that giving specific kinds of beta glucans intravenously (IV) or by injection can extend life in some people with advanced cancer. But beta glucans have to be given long-term, at least a year.
• Preventing infections in people who have had surgery or trauma when given by injection.
• Boosting the immune system in people with AIDS or HIV infection.
• Increasing survival in people with cancer when given intravenously (by IV) or by injection along with conventional treatment. There is some evidence that giving specific kinds of beta glucans intravenously (IV) or by injection can extend life in some people with advanced cancer. But beta glucans have to be given long-term, at least a year.
• Preventing infections in people who have had surgery or trauma when given by injection.
• Boosting the immune system in people with AIDS or HIV infection.
Insufficient Evidence for:
• Diabetes.
• Chronic fatigue syndrome (CFS).
• Physical and emotional stress.
• Colds.
• Flu.
• Allergies.
• Liver problems.
• Lyme disease.
• Asthma.
• Ear infections.
• Aging.
• Ulcerative colitis and Crohn's disease.
• Fibromyalgia.
• Rheumatoid arthritis.
• Multiple sclerosis.
• Skin problems.
• Wrinkles.
• Bedsores.
• Wounds.
• Burns.
• Diabetic ulcers.
• Radiation burns.
• Other conditions.
More evidence is needed to rate beta glucans for these uses.
Beta glucans are LIKELY SAFE for most adults when taken by mouth or when the intravenous solution is used for a short time period. Do not take more than 15 grams per day by mouth, and do not use it for longer than 8 weeks. Intravenous solutions that have microparticles are not safe. They might cause spleen problems, blood clots, and other dangerous disorders.
• Diabetes.
• Chronic fatigue syndrome (CFS).
• Physical and emotional stress.
• Colds.
• Flu.
• Allergies.
• Liver problems.
• Lyme disease.
• Asthma.
• Ear infections.
• Aging.
• Ulcerative colitis and Crohn's disease.
• Fibromyalgia.
• Rheumatoid arthritis.
• Multiple sclerosis.
• Skin problems.
• Wrinkles.
• Bedsores.
• Wounds.
• Burns.
• Diabetic ulcers.
• Radiation burns.
• Other conditions.
More evidence is needed to rate beta glucans for these uses.
Beta glucans are LIKELY SAFE for most adults when taken by mouth or when the intravenous solution is used for a short time period. Do not take more than 15 grams per day by mouth, and do not use it for longer than 8 weeks. Intravenous solutions that have microparticles are not safe. They might cause spleen problems, blood clots, and other dangerous disorders.
There isn't enough information to know whether beta glucans are safe when applied to the skin or delivered by injection under the skin.
The potential side effects of beta glucans, when taken by mouth, are not known. When used by injection, beta glucans can cause chills, fever, pain at the injection site, headache, back and joint pain, nausea, vomiting, diarrhea, dizziness, high orlow blood pressure, flushing, rashes, decreased number of white blood cells, and increased urine. People with AIDS who take beta glucans have developed thickening of the skin of the hands and feet.
Special Precautions & Warnings:
Pregnancy and breast-feeding: Not enough is known about the use of beta glucans during pregnancy and breast-feeding. Stay on the safe side and avoid use.
Special Precautions & Warnings:
Pregnancy and breast-feeding: Not enough is known about the use of beta glucans during pregnancy and breast-feeding. Stay on the safe side and avoid use.
AIDS/HIV or AIDS-related complex (ARC): Thick patches of skin on the palms of the hands and soles of the feet (keratoderma) can develop in people with AIDS/HIV or ARC who are receiving beta glucans made from yeast. The condition can start during the first two weeks of treatment and then disappear two to four weeks after use of beta glucans stops.
Moderate Interaction Be cautious with this combination
• Medications that decrease the immune system (Immunosuppressants) interacts with BETA GLUCANS
Beta glucans increase the immune system. By increasing the immune system beta glucans might decrease the effectiveness of medications that decrease the immune system.
• Medications that decrease the immune system (Immunosuppressants) interacts with BETA GLUCANS
Beta glucans increase the immune system. By increasing the immune system beta glucans might decrease the effectiveness of medications that decrease the immune system.
Some medications that decrease the immune system include azathioprine (Imuran), basiliximab (Simulect), cyclosporine (Neoral, Sandimmune), daclizumab (Zenapax), muromonab-CD3 (OKT3, Orthoclone OKT3), mycophenolate (CellCept), tacrolimus (FK506, Prograf), sirolimus (Rapamune), prednisone (Deltasone, Orasone), corticosteroids (glucocorticoids), and others.
The following doses have been studied in scientific research:
The following doses have been studied in scientific research:
BY MOUTH:
• For high cholesterol: 7.5 grams twice daily beta glucans fiber from yeast added to juice has been used. Barley-derived beta glucans have also been used in doses of 3-10 grams/day.
INTRAVENOUS:
• Healthcare providers give beta glucans intravenously (IV) for HIV infection, to extend life in patients with cancer, and to prevent infection in certain patients undergoing surgery.
• For high cholesterol: 7.5 grams twice daily beta glucans fiber from yeast added to juice has been used. Barley-derived beta glucans have also been used in doses of 3-10 grams/day.
INTRAVENOUS:
• Healthcare providers give beta glucans intravenously (IV) for HIV infection, to extend life in patients with cancer, and to prevent infection in certain patients undergoing surgery.
คุณจะเห็นได้วา ถ้าข้อมูลไม่พอเขาจะบอกเอาไว้ แต่ไม่ได้ห้ามเหมือนหมอไทย อะไรที่คุณหมอไทยยังไม่รู้ ท่านหมอก็จะห้ามดะไปหมดครับ แล้วก็เอาผู้ป่วยไว้ในกะลากับท่านหรือไม่ก็ผูกคอตายครับ ฝากทุกท่านวิปัสนาด้วยครับ ขอจบรายการ หมอนอกกะลาไว้เพียงเท่านี้ครับ สวัสดี
นมวัว
26 Jul 2014
อันนี้ใครเอาแต่กด Like แต่ไม่อ่าน ก็เป็นสุขภาพของท่านและคนที่ท่านรักไม่เกี่ยวกับผม และผมขอโทษครับที่ Article นี้มาช้า ผมเข้าใจเอาเองว่าท่านทั้งหลายคงทราบกันดีอยู่แล้ว แต่บังเอฺิญเจอกับคุณต่อในงานศพคุณพ่อของคุณต่อ หมอที่ปรึกษาของท่านบอกให้ลูกของท่านดื่มนมเยอะๆ ผมได้ยินแล้วขนหัวลุกเลยครับ เลยต้องรื้อความรู้เมื่อ 5 ปีที่แล้วมาดำเนินรายการ "หมอนอกกะลา" งานชิ้นนี้ผมไม่ได้เรียบเรียงเองครับ หยิบของหลายท่านซึ่งคงจะได้อ่านหนังสือเล่มเดียวกันกับผม และขอยกเครดิตกับท่านเหล่านันไว้ด้วย จำไว้นะครับ อย่าเอาสุขภาพไปฝากกับคนที่ รู้จักแต่โรคกับยา เข้าสู่รายการกันเลยครับ
More Clinical Proof Milk Kills -Roger Mason
Milk and dairy products are the worst, most allergenic, harmful foods you can eat. Everyone over the age of three is lactose intolerant. Casein is proven to promote cancer and other diseases. People who eat dairy products live much shorter lives and have much worse health than those who don’t. That’s right, dairy product intake is a major factor in all-cause mortality. คนนี้เขียนไว้น่าอ่านมากครับไปหาอ่านกันดูครับ
ต่อไปเป็นของชาวไทย อาจมีคำไม่สุภาพอยู่บ้างซึ่งสำหรับผม ๆ ไม่นิยมครับแต่เพื่อรักษาเจตนารมณ์ของท่านเหล่านั้น และได้ตัดอาหารบางส่วนที่ท่านเหล่านั้นแนะนำแต่ผมเห็นว่ายังคงเป็นอันตรายต่อชีวิตคนไทยอยู่ดี วันนี้ขอบำเพ็ญ พรหมวิหารทั้งสี่ครับ
ขอเริ่มต้นด้วยประโยคค่อนข้างรุนแรงอย่างนี้แหละครับ
เพราะผมคิดแบบนั้นจริงๆ คนไทยถูกบริษัทขายนมปลูกฝังความคิดว่านมวัวเป็นอาหารที่สุดเลิศ
เด็กน้อยจะแข็งแรงตัวสูงและฉลาด ต้องดื่มนมวัว อืมโฆษณาล่าสุดที่ผมนึกได้ คือ ไม่เสียแรงเปล่า
ที่เราดื่มนม เด็กผู้หญิงน่ารักท่าทางแข็งแรง สะพายเป้ไว้ข้างหลังเดินขึ้นเนินด้วยความคล่องแคล่ว
เจอเด็กผู้ชายกำลังลากเป้ขึ้นเนิน แล้วเด็กผู้หญิงก็เอาเป้เด็กผู้ชายมาสะพายข้างหน้าเดินขึ้นเนินพร้อม
2 เป้ ด้วยความแคล่วคล่องว่องไว..และจบด้วย.. ไม่เสียแรงเปล่า ที่เราดื่มนม
นี่มันเทคนิคการโฆษณา เทคนิคทางการตลาดชัดๆ แน่จริงเอางานวิจัยมาว่ากันสิ
เด็กน้อยจะแข็งแรงตัวสูงและฉลาด ต้องดื่มนมวัว อืมโฆษณาล่าสุดที่ผมนึกได้ คือ ไม่เสียแรงเปล่า
ที่เราดื่มนม เด็กผู้หญิงน่ารักท่าทางแข็งแรง สะพายเป้ไว้ข้างหลังเดินขึ้นเนินด้วยความคล่องแคล่ว
เจอเด็กผู้ชายกำลังลากเป้ขึ้นเนิน แล้วเด็กผู้หญิงก็เอาเป้เด็กผู้ชายมาสะพายข้างหน้าเดินขึ้นเนินพร้อม
2 เป้ ด้วยความแคล่วคล่องว่องไว..และจบด้วย.. ไม่เสียแรงเปล่า ที่เราดื่มนม
นี่มันเทคนิคการโฆษณา เทคนิคทางการตลาดชัดๆ แน่จริงเอางานวิจัยมาว่ากันสิ
บรรพบุรุษของไทยแต่โบราณไม่ได้เลี้ยงลูกด้วยนมวัวครับ
แต่ใช้น้ำจากอกแม่เลี้ยงดูจนเติบใหญ่ (.ค่าน้ำนมแม่นี้ จะมีอะไรเปรียบเหมือน) มากกว่า 30 ปีที่คนไทยโดนหลอกจะด้วยตั้งใจ ไม่ตั้งใจ หรือรู้เท่า ไม่ถึงการทำให้คนไทยส่วนใหญ่เชื่อว่า นมวัวคืออาหารจำเป็นสำหรับเด็กทุกคนจะขาดเสียไม่ได้
แต่ใช้น้ำจากอกแม่เลี้ยงดูจนเติบใหญ่ (.ค่าน้ำนมแม่นี้ จะมีอะไรเปรียบเหมือน) มากกว่า 30 ปีที่คนไทยโดนหลอกจะด้วยตั้งใจ ไม่ตั้งใจ หรือรู้เท่า ไม่ถึงการทำให้คนไทยส่วนใหญ่เชื่อว่า นมวัวคืออาหารจำเป็นสำหรับเด็กทุกคนจะขาดเสียไม่ได้
ไม่จริงหรอกครับ ก็แค่โปรตีนกะแคลเซียมในนม อาหารไทยๆของเราอย่างอื่นก็มีครับ น่องไก่1ชิ้นมีโปรตีนมากกว่านม 1 กล่องครับ ไข่ไก่ 1ฟอง แคลเซียมในปลาเล็กปลาน้อย กุ้งแห้ง กุ้งเสียบ มีมากกว่านมเป็น 10 เท่า
ประมาณ พ.ศ.2500 มูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์เอาหางนมวัวมาบริจาคให้เด็กไทยสมัยนั้น นัยว่าฝรั่งสงสารเด็กไทยที่มีปัญหาขาดสารอาหาร
แต่จริงๆคือการระบายหางนมที่ฝรั่งช้อนเอาเนยไปกินหมดแล้ว แทนที่เขาจะเอาหางนมไปทิ้งทะเล ก็บริจาคให้เด็กไทยกินจะได้ดูเป็นการกุศล แต่มีวาระซ้อนเร้นคือการอ่อยเหยื่อ ? ศ.นพ.เสม พริ้งพวงแก้ว
อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข เล่าว่า ในสมัยนั้นเด็กไทยที่ดื่มนมวัวบริจาคพากันท้องเสียหมดเพราะว่าเด็กไทยไม่คุ้นเคยกับน้ำตาลและโปรตีนในนม นั่นคือ เด็กไทยแพ้นมวัว แต่เรื่องดังกล่าวถูกมองว่าไม่ใช่ปัญหา ก็ให้เด็กค่อยๆชินกับนมวัวทีละนิดจนดูเหมือนเด็กจะดื่มนมได้
การบริจาคครั้งนั้นจึงเป็นการเปิดทางให้ฝรั่งขายนมวัวให้กับเมืองไทยนั่นเอง
แต่จริงๆคือการระบายหางนมที่ฝรั่งช้อนเอาเนยไปกินหมดแล้ว แทนที่เขาจะเอาหางนมไปทิ้งทะเล ก็บริจาคให้เด็กไทยกินจะได้ดูเป็นการกุศล แต่มีวาระซ้อนเร้นคือการอ่อยเหยื่อ ? ศ.นพ.เสม พริ้งพวงแก้ว
อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข เล่าว่า ในสมัยนั้นเด็กไทยที่ดื่มนมวัวบริจาคพากันท้องเสียหมดเพราะว่าเด็กไทยไม่คุ้นเคยกับน้ำตาลและโปรตีนในนม นั่นคือ เด็กไทยแพ้นมวัว แต่เรื่องดังกล่าวถูกมองว่าไม่ใช่ปัญหา ก็ให้เด็กค่อยๆชินกับนมวัวทีละนิดจนดูเหมือนเด็กจะดื่มนมได้
การบริจาคครั้งนั้นจึงเป็นการเปิดทางให้ฝรั่งขายนมวัวให้กับเมืองไทยนั่นเอง
จากการศึกษาของรพ.จุฬาลงกรณ์ และ รพ.เจริญกรุงประชารักษ์ พบว่า
ถ้าเทียบอัตราแพ้นมวัวเฉพาะในเด็กทารกกับทารกด้วยกันเองจะพบว่า ตัวเลขของอาการแพ้นมวัวมีมากถึง 50%
ของทารกที่ดื่มนมวัว
ถ้าเทียบอัตราแพ้นมวัวเฉพาะในเด็กทารกกับทารกด้วยกันเองจะพบว่า ตัวเลขของอาการแพ้นมวัวมีมากถึง 50%
ของทารกที่ดื่มนมวัว
แบลงก้า-มาเรียและคณะ พบว่า เด็กทารกที่มีคนในครอบครัวมีประวัติภูมิแพ้
หากดื่มนมวัวจะมีอัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคภูมิแพ้ 20% แต่ถ้าดื่มนมแม่แต่เพียงอย่างเดียว อัตราเสี่ยงต่อภูมิแพ้จะมีเพียง 0.5-1.5% เท่านั้น
หากดื่มนมวัวจะมีอัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคภูมิแพ้ 20% แต่ถ้าดื่มนมแม่แต่เพียงอย่างเดียว อัตราเสี่ยงต่อภูมิแพ้จะมีเพียง 0.5-1.5% เท่านั้น
ในอังกฤษ มีการศึกษาในเด็ก 1,456 คน พบว่าหากเด็กดื่มนมแม่นานกว่า 3 เดือน
เด็กจะป่วยด้วยโรคหอบหืด 10.3% หากดื่มนมแม่น้อยกว่านั้นจะเกิดหอบหืด 17.1%
เด็กจะป่วยด้วยโรคหอบหืด 10.3% หากดื่มนมแม่น้อยกว่านั้นจะเกิดหอบหืด 17.1%
มีงานวิจัยหลายสิบชิ้นตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ทั่วโลกยืนยันเรื่องการดื่มนมส่งผลต่อโรคภูมิแพ้
รวมทั้งงานวิจัยของ ศ.นพ.สุขสวัสดิ์ เพ็ญสุวรรณ คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี
ท่านทดลองให้พลทหารไทยดื่มนม แล้วส่องกล้องดูลำไส้ ปรากฏว่าพลทหารเหล่านั้นต่างมีเยื่อเมือกลำไส้บวมหมดทั้ง 100% ของกลุ่มผู้รับการทดลอง
รวมทั้งงานวิจัยของ ศ.นพ.สุขสวัสดิ์ เพ็ญสุวรรณ คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี
ท่านทดลองให้พลทหารไทยดื่มนม แล้วส่องกล้องดูลำไส้ ปรากฏว่าพลทหารเหล่านั้นต่างมีเยื่อเมือกลำไส้บวมหมดทั้ง 100% ของกลุ่มผู้รับการทดลอง
ถึงตอนนี้ท่านคงตั้งคำถามว่าอะไรในนมวัว ที่ทำให้เด็กแพ้ มีอย่างน้อย 2 อย่างครับคือ 1.โปรตีนในนมชื่อว่า เบต้าแล็กโตโกลบูลิน 2.น้ำตาลในนมที่เรียกว่า แล็กโตส
เบต้าแล็กโตโกลบูลิน เป็นโปรตีนที่มีในนมวัว แต่ไม่มีในนมแม่
เนื่องจากโปรตีนในนมวัวตัวนี้เป็นโปรตีนขนาดเล็กจึงสามารถถูกดูดซึมเข้าไปในกระแสเลือดของร่างกายได้ทั้งสาย โดยไม่ต้องย่อยให้เป็นกรดอะมิโนเสียก่อนแบบที่เราเคยเข้าใจ สมัยก่อนเราคิดว่าโปรตีนอะไรก็ตามจะไม่เข้าไปทั้งสายเต็มรูป นั่นคือโปรตีนทั้งหลายหากจะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายก็จะต้องถูกน้ำย่อยทำให้แตกตัวออกเป็นกรดอะมิโนก่อน แต่ปัจจุบันความเชื่อนี้เปลี่ยนไปแล้ว เมื่อนักวิทยาศาสตร์มีความรู้มากขึ้น เขาก็รู้ว่าโปรตีนบางชนิดมีขนาดเล็ก เช่น โปรตีนในนม กระทั่งโปรตีนที่เป็นเอนไซม์บางตัวสามารถถูกดูดซึมเข้าไปในร่างกายโดยคงรูปไว้เช่นเดิม ดังนั้นโปรตีนในนมวัวจึงเข้าไปเป็นโปรตีนแปลกปลอมในร่างกาย
และหากโปรตีนแปลกปลอมอย่างเบต้าแล็กโตโกลบูลินในน้ำนมวัวเกิดเข้าไปในร่างกายแล้ว ร่างกายก็จะโต้ตอบโดยมีปฏิกิริยาของภูมิแพ้
การที่แพ้น้ำตาลในนมวัว ที่แพ้เพราะแล็กโตส ข้อเท็จจริงแล็กโตสเป็นน้ำตาลในนมของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกประเภท ในน้ำนมคนก็มี น้ำตาลนี้ถูกย่อยโดยเอนไซม์แล็กเตส ได้เป็นกลูโคสและกาแล็กโตส ร่างกายเราใช้น้ำตาลแล็กโตสไม่ได้แต่ใช้ น้ำตาลกลูโคสและกาแล็กโตสได้ ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมรวมถึงคนเรา เมื่อเกิดมาใหม่ๆ ทารกต้องดื่มนมเป็นหลัก ธรรมชาติก็ให้น้ำย่อยมาย่อยนมในลำไส้
แต่เมื่อเด็กโตขึ้นหรือสัตว์โตขึ้น เอนไซม์แล็กเตสก็จะหายไป และจะหายไปหมดเมื่อเด็กอายุประมาณ 2 ปี นี่คือสัญญาณทางธรรมชาติที่บอกว่า เด็กควรงดดื่มนมได้แล้วเมื่ออายุมากกว่า 2 ปี ท่านเคยเห็นสัตว์ที่โตแล้วอะไรบ้างที่ดื่มนม นอกจากมนุษย์ แล้วนมวัวสัมพันธ์กับโรคภูมิแพ้อย่างไร ก่อนอื่นต้องรู้ก่อนว่าร่างกายของเรามีวิธีจัดการกับโปรตีนแปลกปลอมหรือสารก่อภูมิแพ้ต่างๆอย่างไร
ร่างกายเราจะนำอิมมูโนโกลบูลินหรือสารที่ทำหน้าที่ต้านทานชนิดหนึ่ง ไปจับกับสารแปลกปลอมเอาไว้ซึ่งอิมมูโนโกลบูลินที่ร่างกายใช้กำราบสารแปลกปลอมคือ IgA หากเด็กดื่มนมวัวเข้าไป ร่างกายจะเอา IgA ไปจับกับโปรตีนจากนมวัวสายนี้เอาไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้โปรตีนแปลกปลอมรุกล้ำเข้าไปในร่างกายแล้วก่อให้เกิดปฏิกิริยาภูมิแแพ้ที่อาจจะเป็นอันตรายได้ หากดื่มนมวัวเป็นประจำและดื่มเป็นจำนวนมาก ร่างกายก็จะเปลือง IgA มาก และเมื่อ IgA ถูกขนไปเรียงรายตลอดความยาวของลำไส้ IgA ที่อยู่แถวเนื้อเยื่ออ่อนของทางเดินหายใจและผิวหนังก็จะมีน้อยกว่าปกติ จนไม่อาจต้านทานโปรตีนแปลกปลอมอื่นที่อาจเข้าสู่ร่างกายทางนี้ได้ ยิ่งถ้าเป็นภูมิแพ้โดยกรรมพันธุ์อยู่แล้ว จะมี IgA ในร่างกายน้อยกว่าชาวบ้านเค้าก็เสร็จกันสิ ความเสี่ยงของอาการแพ้อากาศและผื่นแพ้ที่ผิวหนังก็มากขึ้นตามไปด้วย และต่อไปนี้ห้ามเยาวชนอ่านครับ
เบต้าแล็กโตโกลบูลิน เป็นโปรตีนที่มีในนมวัว แต่ไม่มีในนมแม่
เนื่องจากโปรตีนในนมวัวตัวนี้เป็นโปรตีนขนาดเล็กจึงสามารถถูกดูดซึมเข้าไปในกระแสเลือดของร่างกายได้ทั้งสาย โดยไม่ต้องย่อยให้เป็นกรดอะมิโนเสียก่อนแบบที่เราเคยเข้าใจ สมัยก่อนเราคิดว่าโปรตีนอะไรก็ตามจะไม่เข้าไปทั้งสายเต็มรูป นั่นคือโปรตีนทั้งหลายหากจะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายก็จะต้องถูกน้ำย่อยทำให้แตกตัวออกเป็นกรดอะมิโนก่อน แต่ปัจจุบันความเชื่อนี้เปลี่ยนไปแล้ว เมื่อนักวิทยาศาสตร์มีความรู้มากขึ้น เขาก็รู้ว่าโปรตีนบางชนิดมีขนาดเล็ก เช่น โปรตีนในนม กระทั่งโปรตีนที่เป็นเอนไซม์บางตัวสามารถถูกดูดซึมเข้าไปในร่างกายโดยคงรูปไว้เช่นเดิม ดังนั้นโปรตีนในนมวัวจึงเข้าไปเป็นโปรตีนแปลกปลอมในร่างกาย
และหากโปรตีนแปลกปลอมอย่างเบต้าแล็กโตโกลบูลินในน้ำนมวัวเกิดเข้าไปในร่างกายแล้ว ร่างกายก็จะโต้ตอบโดยมีปฏิกิริยาของภูมิแพ้
การที่แพ้น้ำตาลในนมวัว ที่แพ้เพราะแล็กโตส ข้อเท็จจริงแล็กโตสเป็นน้ำตาลในนมของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกประเภท ในน้ำนมคนก็มี น้ำตาลนี้ถูกย่อยโดยเอนไซม์แล็กเตส ได้เป็นกลูโคสและกาแล็กโตส ร่างกายเราใช้น้ำตาลแล็กโตสไม่ได้แต่ใช้ น้ำตาลกลูโคสและกาแล็กโตสได้ ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมรวมถึงคนเรา เมื่อเกิดมาใหม่ๆ ทารกต้องดื่มนมเป็นหลัก ธรรมชาติก็ให้น้ำย่อยมาย่อยนมในลำไส้
แต่เมื่อเด็กโตขึ้นหรือสัตว์โตขึ้น เอนไซม์แล็กเตสก็จะหายไป และจะหายไปหมดเมื่อเด็กอายุประมาณ 2 ปี นี่คือสัญญาณทางธรรมชาติที่บอกว่า เด็กควรงดดื่มนมได้แล้วเมื่ออายุมากกว่า 2 ปี ท่านเคยเห็นสัตว์ที่โตแล้วอะไรบ้างที่ดื่มนม นอกจากมนุษย์ แล้วนมวัวสัมพันธ์กับโรคภูมิแพ้อย่างไร ก่อนอื่นต้องรู้ก่อนว่าร่างกายของเรามีวิธีจัดการกับโปรตีนแปลกปลอมหรือสารก่อภูมิแพ้ต่างๆอย่างไร
ร่างกายเราจะนำอิมมูโนโกลบูลินหรือสารที่ทำหน้าที่ต้านทานชนิดหนึ่ง ไปจับกับสารแปลกปลอมเอาไว้ซึ่งอิมมูโนโกลบูลินที่ร่างกายใช้กำราบสารแปลกปลอมคือ IgA หากเด็กดื่มนมวัวเข้าไป ร่างกายจะเอา IgA ไปจับกับโปรตีนจากนมวัวสายนี้เอาไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้โปรตีนแปลกปลอมรุกล้ำเข้าไปในร่างกายแล้วก่อให้เกิดปฏิกิริยาภูมิแแพ้ที่อาจจะเป็นอันตรายได้ หากดื่มนมวัวเป็นประจำและดื่มเป็นจำนวนมาก ร่างกายก็จะเปลือง IgA มาก และเมื่อ IgA ถูกขนไปเรียงรายตลอดความยาวของลำไส้ IgA ที่อยู่แถวเนื้อเยื่ออ่อนของทางเดินหายใจและผิวหนังก็จะมีน้อยกว่าปกติ จนไม่อาจต้านทานโปรตีนแปลกปลอมอื่นที่อาจเข้าสู่ร่างกายทางนี้ได้ ยิ่งถ้าเป็นภูมิแพ้โดยกรรมพันธุ์อยู่แล้ว จะมี IgA ในร่างกายน้อยกว่าชาวบ้านเค้าก็เสร็จกันสิ ความเสี่ยงของอาการแพ้อากาศและผื่นแพ้ที่ผิวหนังก็มากขึ้นตามไปด้วย และต่อไปนี้ห้ามเยาวชนอ่านครับ
คำบรรยายโดย คุณหมอ อารีย์ วชิรมโน
"นม....ปลอดโรคหรือเพิ่มโรค
ไม่ทราบว่าทราบกันหรือยังหรือว่าต้องการเอานมนั้นมาเป็นปัญหาเรื่องได้กินกัน หรือเรื่องจะคอรัปชั่น ก็ไม่ทราบครับ นมในที่นี้ไม่ได้หมายความนมจากเต้าของท่านนะครับ แต่คือนมจากนมวัว นมสัตว์ครับ นมสัตว์เป็นนมที่มีพิษมหาศาลเลย นมที่ท่านดื่มได้และใกล้เคียงกับนมของมนุษย์มากที่สุดคือ นมแพะ นมแกะ
ที่เลี้ยงตามธรรมชาติ แต่ถ้าเอามาเลี้ยงตามที่เขาเลี้ยงกันทุกวันนี้ ทานไม่ได้ครับ สารพิษมหาศาล ยิ่งนมวัวนี่มีอะไรเกิดขึ้นครับ ฮอร์โมน เห็นไหมฮะ สารกระตุ้นมีครบหมด พวกปฏิชีวนะติดมาหมดครับ ทุกวันนี้พวกท่านที่ทานนมทั้งหลายนั้นมะเร็งกันสลอนเลยครับ อย่าโกรธนะครับท่านที่เป็นมะเร็งเต้านมหรือมะเร็งปากมดลูกอย่าโกรธนะครับ นมพวกนั้นแหละช่วยให้ท่านเป็นมะเร็งได้ง่ายมากเลยครับ ทานแต่ละทีมีทั้งเนื้อทั้งนม เสร็จเลยครับติดเข้าไป ไม่ใช่แค่ฮอร์โมน ปฏิชีวนะ มีสิ่งต่างๆเยอะแยะติดเข้าไปในนั้น สำคัญที่สุดในนมนะฮะ โปรตีนในนมวัวมันมีโปรตีนสูงมากโดยเฉพาะโปรตีนเคซีนในนมวัว มันมีสูงมาก สูงกว่านมมนุษย์ถึง 4 เท่า นอกจากมีโปรตีนสูงแล้วยังมีแคลเซียมสูง มนุษย์เราไม่มีเอนไซม์ที่จะมาย่อยโปรตีนจากนมวัวที่มันมีมากมหาศาลนี้ได้ เพราะฉะนั้นพอเด็กทานเข้าไปท้องจะเสีย แล้วทีนี้นมวัวคนชอบให้ทานเพราะอะไร เพราะว่าโปรตีนกับแคลเซียมทำให้ร่างกายเจริญเติบโตเร็ว แต่นั้นคือสัตว์ครับ สัตว์มันต้องโตเร็ว
ไม่ทราบว่าทราบกันหรือยังหรือว่าต้องการเอานมนั้นมาเป็นปัญหาเรื่องได้กินกัน หรือเรื่องจะคอรัปชั่น ก็ไม่ทราบครับ นมในที่นี้ไม่ได้หมายความนมจากเต้าของท่านนะครับ แต่คือนมจากนมวัว นมสัตว์ครับ นมสัตว์เป็นนมที่มีพิษมหาศาลเลย นมที่ท่านดื่มได้และใกล้เคียงกับนมของมนุษย์มากที่สุดคือ นมแพะ นมแกะ
ที่เลี้ยงตามธรรมชาติ แต่ถ้าเอามาเลี้ยงตามที่เขาเลี้ยงกันทุกวันนี้ ทานไม่ได้ครับ สารพิษมหาศาล ยิ่งนมวัวนี่มีอะไรเกิดขึ้นครับ ฮอร์โมน เห็นไหมฮะ สารกระตุ้นมีครบหมด พวกปฏิชีวนะติดมาหมดครับ ทุกวันนี้พวกท่านที่ทานนมทั้งหลายนั้นมะเร็งกันสลอนเลยครับ อย่าโกรธนะครับท่านที่เป็นมะเร็งเต้านมหรือมะเร็งปากมดลูกอย่าโกรธนะครับ นมพวกนั้นแหละช่วยให้ท่านเป็นมะเร็งได้ง่ายมากเลยครับ ทานแต่ละทีมีทั้งเนื้อทั้งนม เสร็จเลยครับติดเข้าไป ไม่ใช่แค่ฮอร์โมน ปฏิชีวนะ มีสิ่งต่างๆเยอะแยะติดเข้าไปในนั้น สำคัญที่สุดในนมนะฮะ โปรตีนในนมวัวมันมีโปรตีนสูงมากโดยเฉพาะโปรตีนเคซีนในนมวัว มันมีสูงมาก สูงกว่านมมนุษย์ถึง 4 เท่า นอกจากมีโปรตีนสูงแล้วยังมีแคลเซียมสูง มนุษย์เราไม่มีเอนไซม์ที่จะมาย่อยโปรตีนจากนมวัวที่มันมีมากมหาศาลนี้ได้ เพราะฉะนั้นพอเด็กทานเข้าไปท้องจะเสีย แล้วทีนี้นมวัวคนชอบให้ทานเพราะอะไร เพราะว่าโปรตีนกับแคลเซียมทำให้ร่างกายเจริญเติบโตเร็ว แต่นั้นคือสัตว์ครับ สัตว์มันต้องโตเร็ว
แต่เราเป็นมนุษย์ ในนมมนุษย์นั้นโปรตีนมีน้อยเป็นพวกโกโบรลิน แคลเซียมก็มีน้อย แต่มีฟอสฟอรัสสูง ฟอสฟอรัสในนมคนมันต้องเอามาพัฒนาสมองและระบบประสาท ซึ่งมีสูงกว่านมวัว เพราะว่ามนุษย์เราเนี่ย ต้องพัฒนาสมองหรือระบบประสาทก่อนที่จะมาพัฒนาการความเจริญเติบโตของร่างกาย
โดยพัฒนาร่างกายไปช้าๆ เจริญเติบโตไปเรื่อยๆ แต่สัตว์มีสมองหรือประสาทเติบโตช้า เพราะมีฟอสฟอรัสน้อย แต่ร่างกายเติบโตเร็ว ทีนี้พวกมนุษย์โง่ทั้งหลาย พวกเราทั้งหลาย อย่างพวกหมอหมาอย่างผมเนี่ย เรียนมาผิด อยากโตเร็วนะต้องกินนมเป็นไงครับ โตแต่ตัวแต่สมองเป็นไงครับ เห็นไหม เด็กทุกวันนี้ทำไมการวิจัยบอกว่าไอคิวต่ำ แต่ตัวเท่ายักษ์ ตัวใหญ่ก็บอกว่าเด็กเจริญเติบโตดี
สนับสนุนให้กินนม
คอรัปชั่นเรื่องนมยังไม่พอ ยังเอาสารพิษมาให้ลูกหลานกินกันอีก นี่แหละครับผมจะบอกให้ เพราะฉะนั้น วันนี้ผมต้องขอโทษครูบาอาจารย์ ซึ่งเป็นหมอเหมือนกับผมทุกคนด้วยครับ
เพราะผมใช้คำพูดค่อนข้างรุนแรง แต่ผมไม่ได้ด่าอาจารย์นะครับ คือผมด่าทั้งหมดรวมทั้งตัวผม
เพราะผมก็โง่เหมือนกัน เมื่อก่อนนี้ เอะอะก็กิน เนื้อ นม ไข่ อยู่นั่นแหละครับ
โง่จนมะเร็งรับประทานไปเลย นี่นับว่ายังโชคดีกลับตัวทัน
โดยพัฒนาร่างกายไปช้าๆ เจริญเติบโตไปเรื่อยๆ แต่สัตว์มีสมองหรือประสาทเติบโตช้า เพราะมีฟอสฟอรัสน้อย แต่ร่างกายเติบโตเร็ว ทีนี้พวกมนุษย์โง่ทั้งหลาย พวกเราทั้งหลาย อย่างพวกหมอหมาอย่างผมเนี่ย เรียนมาผิด อยากโตเร็วนะต้องกินนมเป็นไงครับ โตแต่ตัวแต่สมองเป็นไงครับ เห็นไหม เด็กทุกวันนี้ทำไมการวิจัยบอกว่าไอคิวต่ำ แต่ตัวเท่ายักษ์ ตัวใหญ่ก็บอกว่าเด็กเจริญเติบโตดี
สนับสนุนให้กินนม
คอรัปชั่นเรื่องนมยังไม่พอ ยังเอาสารพิษมาให้ลูกหลานกินกันอีก นี่แหละครับผมจะบอกให้ เพราะฉะนั้น วันนี้ผมต้องขอโทษครูบาอาจารย์ ซึ่งเป็นหมอเหมือนกับผมทุกคนด้วยครับ
เพราะผมใช้คำพูดค่อนข้างรุนแรง แต่ผมไม่ได้ด่าอาจารย์นะครับ คือผมด่าทั้งหมดรวมทั้งตัวผม
เพราะผมก็โง่เหมือนกัน เมื่อก่อนนี้ เอะอะก็กิน เนื้อ นม ไข่ อยู่นั่นแหละครับ
โง่จนมะเร็งรับประทานไปเลย นี่นับว่ายังโชคดีกลับตัวทัน
คำบรรยายโดย คุณหมอ อารีย์ วชิรมโน
ขอจบรายการ "หมอนอกกะลา"เพียงเท่านี้ครับ หวังว่าท่านคงได้รับประโยชน์กันถ้วนหน้า สวัสดีครับ
ถั่วเหลือง
30 Jul 2014
รายการ”หมอนอกกะลา” วันนี้ มาชวนคุยเรื่องถั่วเหลืองกันให้ละเอียดอีกหน่อยครับ เพราะเห็นยังมีการโพสต์เชิญชวนให้กินกันอยู่ประปราย ก็ไม่ว่าอะไรหรอกครับ สุขภาพใครสุขภาพมันอยู่แล้วครับ แต่จะอุเบกขาซะก็เป็นห่วงครับ งานทั้งสองชิ้นนี้ขอยกเครดิตให้ผู้เผยแพร่ครับ ผมเรียบเรียงใหม่เล็กน้อยให้ดูไม่เป็นวิชาการมากนัก แต่ต้องยาวครับ ประเดี๋ยวไปเข้าใจผิดๆกันอีก ขอเข้ารายการนะครับ
เป็นที่รับรู้กันว่านมวัวเป็นเหตุของภูมิแพ้และการประชุมปี 1997 ของกองทุนวิจัยมะเร็งโลกและสถาบันมะเร็งแห่งชาติอเมริการะบุว่า นมวัวเป็นปัจจัยที่เป็นไปได้ (probable factor) สำหรับมะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ กับมะเร็งต่อมลูกหมาก ธุรกิจนมยอดขายตกลงทุกที่ ๆ มีนมถั่วเหลืองเป็นคู่แข่ง นมถั่วเหลืองชูงานวิจัยว่า ถั่วเหลืองมีสารคล้ายฮอร์โมนชื่อ ฟัยโตอีสโตรเจน ช่วยยับยั้งมะเร็งเต้านมได้ แถมช่วยเสริมฮอร์โมนเพศหญิงทำให้ไม่มีอาการวัยทอง แถมป้องกันโรคหัวใจด้วย
แต่สมัยนี้เริ่มมีกระแสต้านถั่วเหลืองจากในอเมริกาเอง บอกว่ากินถั่วเหลืองมากจะทำให้ผู้ชายกลายเป็นกระเทย เพราะฮอร์โมนฟัยโตอีสโตรเจน ถั่วเหลืองยังทำให้เกิดมะเร็งต่อมไทรอยด์ ทำให้เสี่ยงต่อสมองเสื่อมเป็นอัลไซเมอร์อีกด้วย เรื่องนี้มีความเป็นมาอย่างไร?
เป็นที่รับรู้กันว่านมวัวเป็นเหตุของภูมิแพ้และการประชุมปี 1997 ของกองทุนวิจัยมะเร็งโลกและสถาบันมะเร็งแห่งชาติอเมริการะบุว่า นมวัวเป็นปัจจัยที่เป็นไปได้ (probable factor) สำหรับมะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ กับมะเร็งต่อมลูกหมาก ธุรกิจนมยอดขายตกลงทุกที่ ๆ มีนมถั่วเหลืองเป็นคู่แข่ง นมถั่วเหลืองชูงานวิจัยว่า ถั่วเหลืองมีสารคล้ายฮอร์โมนชื่อ ฟัยโตอีสโตรเจน ช่วยยับยั้งมะเร็งเต้านมได้ แถมช่วยเสริมฮอร์โมนเพศหญิงทำให้ไม่มีอาการวัยทอง แถมป้องกันโรคหัวใจด้วย
แต่สมัยนี้เริ่มมีกระแสต้านถั่วเหลืองจากในอเมริกาเอง บอกว่ากินถั่วเหลืองมากจะทำให้ผู้ชายกลายเป็นกระเทย เพราะฮอร์โมนฟัยโตอีสโตรเจน ถั่วเหลืองยังทำให้เกิดมะเร็งต่อมไทรอยด์ ทำให้เสี่ยงต่อสมองเสื่อมเป็นอัลไซเมอร์อีกด้วย เรื่องนี้มีความเป็นมาอย่างไร?
เริ่มจากคนอเมริกันประจักษ์ในผลร้ายของการดื่มนมวัวจึงพากันหันไปดื่มนมถั่วเหลืองแทน และเมื่อความต้องการของตลาดพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว บริษัทยักษ์ใหญ่อย่างมอนซานโตในอเมริกาจึงทุ่มผลิตถั่วเหลืองออกสู่ตลาด จะผลิตให้ได้มากๆก็ใช้กระบวนการดัดแปลงทางพันธุกรรม (GMO)เข้าช่วย พร้อมกันนั้นด้วยวิสัยทัศน์อย่างอเมริกัน ผลิตภัณฑ์จะเข้าสู่ตลาดได้ ก็ต้องทำให้สำเร็จรูป พร้อมแก่การชงดื่ม ทั้งตบแต่งสีกลิ่นให้ไม่ระคายรสนิยมของผู้บริโภค กลายเป็นผลิตภัณฑ์ชนิดหนึ่งที่เรียกว่า ผงถั่วสกัด-เอสพีไอ(Soy protein isolate-SPI) ซึ่งเป็นผลงานของบริษัทยักษ์อย่าง คาร์กิลล์ ฟู้ดส์(Cargill Foods) และ ซอยไลฟ์(Soy Life) จากนั้นคนอเมริกันทั้งทารกและผู้ใหญ่ก็พากันกินผงถั่วสกัดชนิดนี้ ตั้งแต่นมชงจากผงถั่วไปจนถึงซอยเบอร์เกอร์ บิสกิตถั่วฯลฯ กลายเป็นกระแสของการตื่นกินถั่วเหลือง
ข้อกล่าวหา
ในระยะ 5 ปีให้หลังมานี้เริ่มมีกระแสคัดค้านการกินถั่วเหลืองขึ้นในอเมริกา โดยพูดถึงผลร้ายของถั่วเหลืองในด้านต่างๆ พอสรุปได้ดังนี้คือ:
1.ถั่วเหลืองมีสารไอโซฟลาโวน หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ฟัยโตอีสโตรเจน เป็นสารคล้ายฮอร์โมเพศหญิง ซึ่งถ้ารับไปมากๆเข้าก็ออกฤทธิ์แทนฮอร์โมนเพศไปเลย การวิจัยของจิลล์ ชไนเดอร์(Jill Schneider) มหาวิทยาลัยเลไฮ ที่เพนซิลวาเนียให้หนูทดลองกินสารสกัดโปรตีนถั่วอย่างจริงจัง ปรากฏว่าหนูทดลองเข้าสู่วัยรุ่นเร็วผิดปกติ เธอสรุปว่า เด็กที่กินนมถั่วเหลืองจะได้รับสารคล้ายฮอร์โมนนี้ซึ่งเป็นผลต่อการพัฒนาความเป็นหญิงและชายของคนเรา ทารกที่กินนมถั่วเหลืองสกัดในวันหนึ่งๆจะเท่ากับรับยาคุมกำเนิด 5 เม็ดต่อวัน ประมาณได้ว่าทารกเหล่านี้จะมีระดับสารไอโซฟลาโวนในเลือด 13,000-22,000 เท่าเมื่อเทียบกับระดับอีสตราไดออลจากนมวัวที่ทารกดื่ม
2.ถั่วเหลืองเป็นธัญพืชชนิดหนึ่ง ซึ่งมีสารฟัยเตตซึ่งยับยั้งการดูดซึมเกลือแร่เช่นแมกนีเซียม แคลเซียม เหล็กและสังกะสี ประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายที่กินธัญพืชมักจะมีภาวะขาดเกลือแร่ เช่นเลือดจางเพราะขาดธาตุเหล็ก กระดูกพรุนเพราะขาดแคลเซียม น่าจะเป็นเพราะประเทศเหล่านี้กินธัญพืชมาก สรุปว่าทารกที่กินผงถั่วสกัด-เอสพีไอจงระวังปัญหานี้ให้ดี
3.ถั่วเหลืองมีสารต้านเอนไซม์ซึ่งยับยั้งการดูดซึมกรดอะมิโนทริปซิน และยับยั้งเอนไซม์ย่อยอาหารอีกหลายตัว ความร้อนจากการปรุงอาหารธรรมดาไม่สามารถยับยั้งสารต้านเอนไซม์ตัวนี้ได้ กินถั่วจึงท้องอืด และกินนานๆอาจทำให้ร่างกายพร่องโปรตีนได้ ถั่วเหลืองยังมีสารฮีแมกกลูตินินซึ่งทำให้เลือดจับก้อน จึงไม่ได้ป้องกันโรคหัวใจอย่างที่คุย แต่มีผลตรงกันข้าม
ทั้งฮีแมกกลูตินินและสารต้านทริปซินยังเป็นสารยับยั้งการเติบโต สารนี้อาจถูกย่อยสลายได้ด้วยการหมัก เช่นการทำเต้าเจี้ยว ซีอิ๊ว มิโซะ และเทมเปะของชาวจีนและญี่ปุ่น แต่สลายเพียงส่วนน้อยด้วยการหุงต้มธรรมดาหรือแม้แต่การตกตะกอนโปรตีนในกระบวนการทำเต้าหู้ สรุปว่าสารนี้น่าจะเป็นเหตุให้คนเอเชียตัวเล็ก ดังนั้นถ้าจะกินถั่วเหลือง ให้จำกัดการกินเฉพาะเต้าเจี้ยว ซีอิ๊ว มิโซะ เทมเปะและการสกัดด้วยระบบ Hydrolysis เท่านั้น แม้กินเต้าหู้ก็ยังไม่ปลอดภัยจากสารสองชนิดนี้ และจะเกิดผลร้ายต่อสุขภาพ อันนี้ชาวมังสวิรัติทั้งหลายรวมถึงสันติอโศกเริ่มทราบกันแล้ว และ มีเนื้องอกกันเยอะแล้ว เพื่อนรักผมไปช่วยบำบัดอยู่
4.ผลิตภัณฑ์ถั่วจากอเมริกาที่เข้าตลาดทั่วโลกทุกวันนี้กว่า 90% เป็นจีเอ็มโอ แถมอุดมด้วยสารฆ่าแมลง แถมการทำถั่วเหลืองให้เข้าสู่การพร้อมบริโภคในรูปของสารสกัดโปรตีนถั่ว(SPI) ใช้กระบวนการที่ผิดธรรมชาติหลายอย่าง เริ่มตั้งแต่เอาถั่วเหลืองไปแช่ในน้ำด่างเพื่อขจัดสารเส้นใย จากนั้นก็ไปแช่น้ำกรดเพื่อสะเทินฤทธิ์ด่าง ปรากฏว่ากรดจะละลายอลูมิเนียมจากถังแช่เข้าสู่ผงถั่ว ทำให้ผงถั่วมีอลูมิเนียมปนเปื้อนมากกว่าปริมาณปกติถึง 1,000% เป็นที่รู้กันว่าการรับอลูมิเนียมมากสัมพันธ์กับการเกิดอัลไซเมอร์ ในกระบวนการพ่นละอองเพื่อทำผงถั่ว (spray dry) ยังเกิดสารพิษที่ชื่อว่า ลัยซิโนอะลานีน (lysinoalanine) ซึ่งเป็นสารกลุ่มไนไตรต์ที่ถือเป็นสารก่อมะเร็งชนิดหนึ่ง แล้วกระบวนการแต่งรสของผงถั่วสกัดยังมีการใส่ผงชูรส (MSG) เข้าไปอีกด้วยเพื่อกลบรสชาติของถั่ว ใช้เป็นผงถั่วชนิดชงที่ไม่มีกลิ่นถั่วเหลือง หรือผลิตเป็นชิ้นโปรตีนถั่วสำหรับปรุงอาหาร อย่างที่คนไทยบ้านเราเรียกกันว่า โปรตีนเกษตร หรือคนจีนเรียกหมี่กึงนั่นแหละ แต่ในอเมริกาคงเอาผงถั่วชนิดนี้ไปทำของกินอีกสารพัด ยกเว้นผลิตรถยนต์โปรตีนถั่ว ( ขำๆครับ)
ที่ผ่านมาผลิตผลจากผงโปรตีนถั่วเริ่มใช้แพร่หลายเป็นอาหารมื้อเที่ยงในโรงเรียน ในผลิตภัณฑ์ขนมปิ้ง อาหารฟาสต์ฟู้ด และเครื่องดื่มสุขภาพ ทั้งยังกลายเป็นอาหารเพื่อการแจกจ่ายแก่ผู้คนในประเทศยากจนอีกด้วย นั่นแปลว่า กินโปรตีนถั่วปรุงแต่งที่แถมผงชูรสเอาไว้เสร็จสรรพ มันช่างแน่จริงๆ
5.ข้อกล่าวอ้างที่ว่าถั่วเหลืองต้านมะเร็งโดยยกตัวอย่างชาวญี่ปุ่นกินถั่วเหลืองมากกว่าคนอเมริกัน 30 เท่า จึงมีอัตราของมะเร็งเต้านม มะเร็งมดลูกและมะเร็งต่อมลูกหมากน้อยกว่าชาวอเมริกันมาก เริ่มมีข้อโต้แย้งโดยกลุ่มผู้ต่อต้านถั่วเหลือง ดังนี้คือ แม้ข้อมูลนี้จะจริง แต่ชาวญี่ปุ่นและชาวเอเชียก็ป่วยเป็นมะเร็งชนิดอื่น เช่นมะเร็งหลอดอาหาร กระเพาะ ตับ และตับอ่อนมากกว่า รวมทั้งมะเร็งไทรอยด์ด้วย จึงน่าจะเชื่อว่ามะเร็งไทรอยด์และมะเร็งทางเดินอาหารเหล่านี้สัมพันธ์กับอาหารที่กิน และงานวิจัยในสัตว์ทดลองก็พบความสัมพันธ์ดังกล่าว
งานวิจัยที่ญี่ปุ่นเมื่อค.ศ.1991 พบว่าการกินถั่วเหลือง 30 กรัมหรือ 2 ช้อนโต๊ะต่อวันเป็นเวลา 1 เดือนทำให้กระตุ้นฮอร์โมนที่กระตุ้นไทรอยด์(Thyroid stimulating hormone) เกิดคอพอก และภาวะไทรอยด์ต่ำ ปัจจุบันเด็กในอเมริกาทุกๆ 4 คนจะดื่มที่ชงจากผงถั่วสกัด-เอสพีไอ 1 คน
6.การบริโภคถั่วเหลืองในยุคปัจจุบันมาจากวัฒนธรรมตะวันออก คนจีนในอดีตกินถั่วเหลืองไม่ได้กินทั้งเมล็ด แต่ใช้การหมักเป็นเต้าเจี้ยว ซีอิ๊ว ญี่ปุ่นก็เป็นเทมเปะ นัตโตะ มิโซะ และโชยุ ในภายหลังคือประมาณ 2 ศตวรรษก่อนคริสตกาลจึงมาพบวิธีทำเต้าหู้ด้วยการตกตะกอนโปรตีนในสารละลายแคลเซียมแมกนีเซียมซัลเฟต คนจีนและญี่ปุ่นกินถั่วเหลืองหมักไม่เกิดโทษเพราะการหมักได้ทำลายเอนไซม์ต้านทริปซินและตัวขัดขวางการดูดซึมสารอาหารไปเรียบร้อยแล้ว แต่กระบวนการทำเต้าหู้นั้น สารไม่ดีตัวนี้ยังอยู่โดยส่วนใหญ่ จึงยังมีผลร้ายมากกว่าผลดี
เหล่านี้คือ ด้านร้ายของถั่วเหลืองที่กลุ่มผู้ต่อต้านถั่วเหลืองกำลังเผยแพร่ พร้อมกับบอกอีกว่า ถ้าเด็กดื่มนมวัวแล้วแพ้ การกินนมถั่วเหลืองกลับมีอันตรายมากกว่า ครับ เหล่านี้คือข้อกล่าวหาการกินถั่วเหลืองที่เผยแพร่กันอยู่ในอเมริกาและทั่วโลกทางเน็ต และเป็นเหตุให้ผู้รักสุขภาพทั่วโลกเริ่มจะสติแตก
ข้อกล่าวหา
ในระยะ 5 ปีให้หลังมานี้เริ่มมีกระแสคัดค้านการกินถั่วเหลืองขึ้นในอเมริกา โดยพูดถึงผลร้ายของถั่วเหลืองในด้านต่างๆ พอสรุปได้ดังนี้คือ:
1.ถั่วเหลืองมีสารไอโซฟลาโวน หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ฟัยโตอีสโตรเจน เป็นสารคล้ายฮอร์โมเพศหญิง ซึ่งถ้ารับไปมากๆเข้าก็ออกฤทธิ์แทนฮอร์โมนเพศไปเลย การวิจัยของจิลล์ ชไนเดอร์(Jill Schneider) มหาวิทยาลัยเลไฮ ที่เพนซิลวาเนียให้หนูทดลองกินสารสกัดโปรตีนถั่วอย่างจริงจัง ปรากฏว่าหนูทดลองเข้าสู่วัยรุ่นเร็วผิดปกติ เธอสรุปว่า เด็กที่กินนมถั่วเหลืองจะได้รับสารคล้ายฮอร์โมนนี้ซึ่งเป็นผลต่อการพัฒนาความเป็นหญิงและชายของคนเรา ทารกที่กินนมถั่วเหลืองสกัดในวันหนึ่งๆจะเท่ากับรับยาคุมกำเนิด 5 เม็ดต่อวัน ประมาณได้ว่าทารกเหล่านี้จะมีระดับสารไอโซฟลาโวนในเลือด 13,000-22,000 เท่าเมื่อเทียบกับระดับอีสตราไดออลจากนมวัวที่ทารกดื่ม
2.ถั่วเหลืองเป็นธัญพืชชนิดหนึ่ง ซึ่งมีสารฟัยเตตซึ่งยับยั้งการดูดซึมเกลือแร่เช่นแมกนีเซียม แคลเซียม เหล็กและสังกะสี ประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายที่กินธัญพืชมักจะมีภาวะขาดเกลือแร่ เช่นเลือดจางเพราะขาดธาตุเหล็ก กระดูกพรุนเพราะขาดแคลเซียม น่าจะเป็นเพราะประเทศเหล่านี้กินธัญพืชมาก สรุปว่าทารกที่กินผงถั่วสกัด-เอสพีไอจงระวังปัญหานี้ให้ดี
3.ถั่วเหลืองมีสารต้านเอนไซม์ซึ่งยับยั้งการดูดซึมกรดอะมิโนทริปซิน และยับยั้งเอนไซม์ย่อยอาหารอีกหลายตัว ความร้อนจากการปรุงอาหารธรรมดาไม่สามารถยับยั้งสารต้านเอนไซม์ตัวนี้ได้ กินถั่วจึงท้องอืด และกินนานๆอาจทำให้ร่างกายพร่องโปรตีนได้ ถั่วเหลืองยังมีสารฮีแมกกลูตินินซึ่งทำให้เลือดจับก้อน จึงไม่ได้ป้องกันโรคหัวใจอย่างที่คุย แต่มีผลตรงกันข้าม
ทั้งฮีแมกกลูตินินและสารต้านทริปซินยังเป็นสารยับยั้งการเติบโต สารนี้อาจถูกย่อยสลายได้ด้วยการหมัก เช่นการทำเต้าเจี้ยว ซีอิ๊ว มิโซะ และเทมเปะของชาวจีนและญี่ปุ่น แต่สลายเพียงส่วนน้อยด้วยการหุงต้มธรรมดาหรือแม้แต่การตกตะกอนโปรตีนในกระบวนการทำเต้าหู้ สรุปว่าสารนี้น่าจะเป็นเหตุให้คนเอเชียตัวเล็ก ดังนั้นถ้าจะกินถั่วเหลือง ให้จำกัดการกินเฉพาะเต้าเจี้ยว ซีอิ๊ว มิโซะ เทมเปะและการสกัดด้วยระบบ Hydrolysis เท่านั้น แม้กินเต้าหู้ก็ยังไม่ปลอดภัยจากสารสองชนิดนี้ และจะเกิดผลร้ายต่อสุขภาพ อันนี้ชาวมังสวิรัติทั้งหลายรวมถึงสันติอโศกเริ่มทราบกันแล้ว และ มีเนื้องอกกันเยอะแล้ว เพื่อนรักผมไปช่วยบำบัดอยู่
4.ผลิตภัณฑ์ถั่วจากอเมริกาที่เข้าตลาดทั่วโลกทุกวันนี้กว่า 90% เป็นจีเอ็มโอ แถมอุดมด้วยสารฆ่าแมลง แถมการทำถั่วเหลืองให้เข้าสู่การพร้อมบริโภคในรูปของสารสกัดโปรตีนถั่ว(SPI) ใช้กระบวนการที่ผิดธรรมชาติหลายอย่าง เริ่มตั้งแต่เอาถั่วเหลืองไปแช่ในน้ำด่างเพื่อขจัดสารเส้นใย จากนั้นก็ไปแช่น้ำกรดเพื่อสะเทินฤทธิ์ด่าง ปรากฏว่ากรดจะละลายอลูมิเนียมจากถังแช่เข้าสู่ผงถั่ว ทำให้ผงถั่วมีอลูมิเนียมปนเปื้อนมากกว่าปริมาณปกติถึง 1,000% เป็นที่รู้กันว่าการรับอลูมิเนียมมากสัมพันธ์กับการเกิดอัลไซเมอร์ ในกระบวนการพ่นละอองเพื่อทำผงถั่ว (spray dry) ยังเกิดสารพิษที่ชื่อว่า ลัยซิโนอะลานีน (lysinoalanine) ซึ่งเป็นสารกลุ่มไนไตรต์ที่ถือเป็นสารก่อมะเร็งชนิดหนึ่ง แล้วกระบวนการแต่งรสของผงถั่วสกัดยังมีการใส่ผงชูรส (MSG) เข้าไปอีกด้วยเพื่อกลบรสชาติของถั่ว ใช้เป็นผงถั่วชนิดชงที่ไม่มีกลิ่นถั่วเหลือง หรือผลิตเป็นชิ้นโปรตีนถั่วสำหรับปรุงอาหาร อย่างที่คนไทยบ้านเราเรียกกันว่า โปรตีนเกษตร หรือคนจีนเรียกหมี่กึงนั่นแหละ แต่ในอเมริกาคงเอาผงถั่วชนิดนี้ไปทำของกินอีกสารพัด ยกเว้นผลิตรถยนต์โปรตีนถั่ว ( ขำๆครับ)
ที่ผ่านมาผลิตผลจากผงโปรตีนถั่วเริ่มใช้แพร่หลายเป็นอาหารมื้อเที่ยงในโรงเรียน ในผลิตภัณฑ์ขนมปิ้ง อาหารฟาสต์ฟู้ด และเครื่องดื่มสุขภาพ ทั้งยังกลายเป็นอาหารเพื่อการแจกจ่ายแก่ผู้คนในประเทศยากจนอีกด้วย นั่นแปลว่า กินโปรตีนถั่วปรุงแต่งที่แถมผงชูรสเอาไว้เสร็จสรรพ มันช่างแน่จริงๆ
5.ข้อกล่าวอ้างที่ว่าถั่วเหลืองต้านมะเร็งโดยยกตัวอย่างชาวญี่ปุ่นกินถั่วเหลืองมากกว่าคนอเมริกัน 30 เท่า จึงมีอัตราของมะเร็งเต้านม มะเร็งมดลูกและมะเร็งต่อมลูกหมากน้อยกว่าชาวอเมริกันมาก เริ่มมีข้อโต้แย้งโดยกลุ่มผู้ต่อต้านถั่วเหลือง ดังนี้คือ แม้ข้อมูลนี้จะจริง แต่ชาวญี่ปุ่นและชาวเอเชียก็ป่วยเป็นมะเร็งชนิดอื่น เช่นมะเร็งหลอดอาหาร กระเพาะ ตับ และตับอ่อนมากกว่า รวมทั้งมะเร็งไทรอยด์ด้วย จึงน่าจะเชื่อว่ามะเร็งไทรอยด์และมะเร็งทางเดินอาหารเหล่านี้สัมพันธ์กับอาหารที่กิน และงานวิจัยในสัตว์ทดลองก็พบความสัมพันธ์ดังกล่าว
งานวิจัยที่ญี่ปุ่นเมื่อค.ศ.1991 พบว่าการกินถั่วเหลือง 30 กรัมหรือ 2 ช้อนโต๊ะต่อวันเป็นเวลา 1 เดือนทำให้กระตุ้นฮอร์โมนที่กระตุ้นไทรอยด์(Thyroid stimulating hormone) เกิดคอพอก และภาวะไทรอยด์ต่ำ ปัจจุบันเด็กในอเมริกาทุกๆ 4 คนจะดื่มที่ชงจากผงถั่วสกัด-เอสพีไอ 1 คน
6.การบริโภคถั่วเหลืองในยุคปัจจุบันมาจากวัฒนธรรมตะวันออก คนจีนในอดีตกินถั่วเหลืองไม่ได้กินทั้งเมล็ด แต่ใช้การหมักเป็นเต้าเจี้ยว ซีอิ๊ว ญี่ปุ่นก็เป็นเทมเปะ นัตโตะ มิโซะ และโชยุ ในภายหลังคือประมาณ 2 ศตวรรษก่อนคริสตกาลจึงมาพบวิธีทำเต้าหู้ด้วยการตกตะกอนโปรตีนในสารละลายแคลเซียมแมกนีเซียมซัลเฟต คนจีนและญี่ปุ่นกินถั่วเหลืองหมักไม่เกิดโทษเพราะการหมักได้ทำลายเอนไซม์ต้านทริปซินและตัวขัดขวางการดูดซึมสารอาหารไปเรียบร้อยแล้ว แต่กระบวนการทำเต้าหู้นั้น สารไม่ดีตัวนี้ยังอยู่โดยส่วนใหญ่ จึงยังมีผลร้ายมากกว่าผลดี
เหล่านี้คือ ด้านร้ายของถั่วเหลืองที่กลุ่มผู้ต่อต้านถั่วเหลืองกำลังเผยแพร่ พร้อมกับบอกอีกว่า ถ้าเด็กดื่มนมวัวแล้วแพ้ การกินนมถั่วเหลืองกลับมีอันตรายมากกว่า ครับ เหล่านี้คือข้อกล่าวหาการกินถั่วเหลืองที่เผยแพร่กันอยู่ในอเมริกาและทั่วโลกทางเน็ต และเป็นเหตุให้ผู้รักสุขภาพทั่วโลกเริ่มจะสติแตก
อันนี้ก็น่าอ่านครับ ถ้าใครไม่ถนัด ภาษาไทยด้านบนก็ครอบคลุมแล้วครับ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
